แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Strategy แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Strategy แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

แนะนำ Page ใหม่ Wealth Plus II


Wealth Plus หมายถึงแผนกที่จะทำการบริหารสินทรัพย์ของลูกค้าโดยการให้คำแนะนำ หาแนวทาง ในสินทรัพย์ต่างๆให้กับลูกค้าภายใต้ผลตอบแทน และความเสี่ยงที่ลูกค้าสามารถยอมรับได้

http://www.facebook.com/pages/Wealth-Plus-II/137135313069526?ref=tn_tnmn
Asset Allocation มีจริงบนโลกใบนี้ด้วยเหรอ?

ไม่แน่ใจว่าหลายคนเคยสงสัย เหมือนผมมั้ยครับ? ทำไม? บริษัทหลักทรัพย์ถึงขายแต่สินทรัพย์เสี่ยงๆ เช่น หุ้น อนุพันธ์ จะไปซื้อกองทุน หาเงินฝากประจำ (สินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำลงมา) ต้องไปธนาคาร จะไปซื้อพันธบัตรบางทีก็ต้องวิ่งไปธนาคารแห่งประเทศไทย จะซื้อหลักทรัพย์ต่างประเทศต้องไปซื้อที่ไหนเนี่ย? แล้วถ้าผมจะซื้อทองต้องไปเยาวราชมั้ย?

                ถ้าอยากให้สินทรัพย์ทั้งหมดที่ลงทุนสามารถแสดงออกมาได้ด้วย Report จากที่ใดที่หนึ่งเพียงแห่งเดียวล่ะ ดีมั้ย? Return คุณแสดงออกมาให้เห็นเลยว่าสินทรัพย์ที่คุณอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาเป็นระยะเวลานานจะได้ Return เท่าไหร่ในแต่ละปี และเมื่อเทียบกับ Benchmark ต่างๆ แล้วจะเป็นอย่างไร

                ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายท่านเป็นเหมือนผมนะครับ คือเรียนรู้จากตำรามหาวิทยาลัยว่า การลงทุนต้องกระจายความเสี่ยง และจัดสรรการลงทุนให้เหมาะสม แต่ คิดแล้วก็อยากถามกลับไปว่า แล้วเมืองไทยทำแบบนั้นได้เหรอ บริษัทหลักทรัพย์ไหนบ้างล่ะจะมีฝากประจำ จะไปซื้อกองทุนก็ต้องหา บลจ ดีๆ ซักแห่งหนึ่ง ผมชอบกองทุนของบลจ นี้นะ แต่ผลตอบแทนที่ได้เมื่อเทียบกับ บลจ อื่นแล้วเหมาะสมหรือไม่ (เราได้มากกว่าหรือน้อยกว่าล่ะ?) ผมเชื่อนะว่าการลงทุนหลายๆท่าน ไม่ได้ติดอยู่ที่ Brand แต่เห็นว่าบลจ นี้โฆษณาทางโทรทัศน์บ่อยแฮะ โบรกแห่งนี้ตั้งมานานมีความน่าเชื่อถือ เพราะ การจะทำการกระจายความเสี่ยงและจัดสรรการลงทุนให้เหมาะสมนั้น
1. คุณต้องมีเวลา
2. คุณต้องมีความอุตสาหะ ใช้เวลาศึกษาเป็นเวลานาน
                แล้วถ้ามีตัวช่วยเหล่านี้ให้คุณล่ะครับ คุณจะรู้สึกอย่างไร? เพียงแค่คุณโทรหาเรา (ไม่ใช่แหละ) เพียงแค่คุณติดตามเราใน Page นี้ก่อนก็พอครับ แล้วค่อยตัดสินใจดูว่า มันน่าสนใจมากน้อยเพียงใด

                ปล. ส่วนตัวนะครับ ส่วนตัวจริงๆ Page นี้ผมจะไม่ได้ทำแค่คนเดียวเหมือนกับใน Broker’s  View Point  แต่จะมีผู้ที่เป็นมืออาชีพจริงๆเช่น Marketing ที่อยู่ในวงการมาร่วม 20 ปี กลุ่มมหาบัณฑิตจากมหาลัยในสหรัฐ อังกฤษ รวมถึงสถาบันชั้นนำของไทย เช่น NIDA CHULA แน่นอนครับว่าส่วนหนึ่งก็เพื่อโปรโมตทีมขึ้นมา แต่อีกส่วนหนึ่งนั้นผมก็อยากจะเผยแพร่ความรู้และแชร์มุมมองแลกเปลี่ยนกับ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกท่านครับ
                ก็หวังว่า  Page “Wealth Plus II” จะได้รับการตอบสนองอย่างอบอุ่นจากเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกท่านครับ 
http://www.facebook.com/pages/Wealth-Plus-II/137135313069526?ref=tn_tnmn

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

บทวิเคราะห์รายสัปดาห์ 16-20 มกราคม


กลยุทธ์ลงทุนรายสัปดาห์ (วันที่ 16-20 มกราคม 55)

ความเสี่ยงยังอยู่ครบ ตลาดพร้อมปรับฐานทุกเมื่อ

ความเสี่ยงต่อการปรับฐานมาจากหนี้ยุโรป และเม็ดเงิน LTF แนะลงทุนหุ้นผันผวนน้อยกว่าตลาด คือ กลุ่มหุ้นปันผลเด่น Big Cap: INTUCH, ADVANC, RATCH, CPALL  ส่วน Small Cap: SIRI, SC, TTW, SMIT
Top Picks SC และ RATCH


ธ.พ. กลาง- เล็ก กระทบสุดจากการเก็บค่าธรรมเนียมการออกตั๋ว B/E
นโยบายการจัดหาเงินของ BOT คาดว่าจะมี 3 ทางคือ
1) เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากการออกตั๋ว B/E กับ ธ.พ. เพิ่มเติมจากเดิมที่ไม่เคยเรียกเก็บ ซึ่งหากมีการเรียกเก็บในอัตรา 0.35% ก็คาดว่าจะได้เงินเข้ากองทุนราว 7 พันล้านบาท
2) ขอให้นำรายได้จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีนิติบุคคลที่ภาครัฐจะปรับลด (30% >> 23%) รวมแล้วคือ 7% คิดเป็นมูลค่ากว่า 9 พันล้านบาท
และ 3) จัดสรรค่าธรรมเนียม ที่ปัจจุบัน แบงค์ นำส่งเงินสมทบให้กับ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ในอัตรา 0.40% ในราว 87.5% ของเงินนำส่งสถาบันทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าราว 3 หมื่นล้านบาท

ซึ่งจะดีกว่าที่ทาง ASP และ ตลาดคาดการณ์ เพราะจะทำให้ต้นทุนการเงินของ ธ.พ. อยู่ที่ 0.62%ของเงินฝาก จากเดิมทิ่คิดว่าเลวร้ายสุดคือ 1% (เดินต้นทุนการเงินจะอยู่ที่ 0.4%)

จะทำให้กำไรสุทธิของธนาคารลดลงเพียง 7.61% (ถ้าธปท เรียกเก็บต้นทุนการเงินเป็น 1% จะทำให้กำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ลดลง 21%) ซึ่งวิธีการแบบนี้จะกระทบกับธนาคารหลักๆที่นิยมออกตั๋ว B/E  3 แห่งคือ TCAP, LHBANK, TISCO และตามมาด้วยธนาคารขนาดกลาง-เล็ก คือ KK และ BAY จึงแนะนำให้เน้นหุ้นใหญ่ที่กระทบน้อยคือ BBL, SCB, KBANK

การประมูลพันธบัตรของ Greece, Spain กดดันเงินยูโร และหุ้นโลกผันผวน

แม้การประมูลพันธบัตรจะออกมาดี แต่ในสัปดาห์หน้าการ Refinance ตราสารหนี้ที่ครบกำหนดในระยะสั้นยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง การประมูลพันธบัตรของประเทศในกลุ่ม PIIGC ยังมีอยู่อีกจำนวนมากตลอด Q1 ซึ่งพันธบัตรในกลุ่ม PIIGC จะครบกำหนดราว 1.7 แสนล้านเหรียญฯ  โดยกรีซจะเป็นปัจจัยกดดันสถานการณ์กลุ่มยุโรปโดยรวม ซึ่งน่ากดดันให้ค่าเงินยูโรยังคงผันผวนแม้จะแข็งค่าขึ้นระยะสั้นมาอยู่ที่ 1.281 เหรียญฯต่อยูโร แต่น่าจะเป็นแนวต้านสำคัญ สวนทางกับ Dollar Index ที่ทรงตัว 80 จุดและมีโอกาสฟื้นตัว เป็นสัญญาณที่ชี้ว่าตลาดหุ้นโลกยังมีโอกาสผันผวนและปรับฐานระยะสั้นได้

ต่างชาติซื้อต่อเนื่องในภูมิภาค(เอเชีย) เป็น Week 2 แต่เริ่มขายไทย และอินโดฯ

ต่างชาติมียอดซื้อสุทธิราว 781 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 31.7% โดยตลาดหุ้นไต้หวันถูกซื้อมากสุด (ไต้หวันกำลังมีการเลือกตั้งพอดี ซึ่งผลออกมาว่าประธานาธิบดีคนเดิม ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง) รองลงมาเป็นตลาดเกาหลี และเริ่มมีการขายสุทธิออกมา 83 ล้านเหรียญในตลาดหุ้นไทย

ที่มา: ศูนย์วิจัยเอเซีย พลัส 


วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กลยุทธ์การลงทุนวันที่ 15 ส.ค. 2554

Daily View
ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นตลอด 2 วันทำการที่ผ่านมา หลังจากนักลงทุนคลายความกังวลต่อการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์วิกฤติหนี้ในยุโรป โดย CDS ของประเทศสหรัฐฯและยุโรปปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ขณะที่เช้านี้ญี่ปุ่นได้รายงานตัวเลข GDP ไตรมาสสอง ชะลอตัวเพียงร้อยละ 1.3 ที่ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะหดตัร้อยละ 2.6 ซึ่งเราเชื่อว่าตัวเลขดังกล่าวจะช่วยผ่อนความวิตกต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกได้พอสมควรและสนับสนุนการรีบาวด์ของตลาดหุ้นในระยะสั้น
สำหรับแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอลงแต่เราเชื่อว่าแรงขายดังกล่าวยังคงมีอยู่ซึ่งจะกดดันการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น โดยปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติมีกำไรจากตลาดหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยนที่ 5.5% (ลดลงจาก 14.5%) ซึ่งเราเชื่อว่าตลาดจะเคลือนไหวแกว่งตัวออกด้านข้าง ก่อนจะเริ่มปรับเพิ่มขึ้นในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 หรือต้นไตรมาสที่ 4 โดย downside ก็ยังคาดว่ามีจำกัดเนื่องจาก 1) ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแกร่ง 2) เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวในระดับที่ดี 3) ราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อในเอเชีย และ 4) กองทุนในประเทศจะเริ่มกลับเข้ามาซื้อ เนื่องจากการเข้าซื้อกองทุน LTF โดยเราให้ Downside ของ SET index ไว้ที่ 1010 จุด
ขณะที่มุมมองในระยะกลางของเรายังเป้นบวก และมองการปรับฐานเป็นโอกาสในการสะสมซื้อ เนื่องจาก 1) เราเชื่อว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกครั้งนี้จะไม่รุนแรงเท่าปี 2551 เนื่องจากสถาบันการเงินสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับช่วง subprime 2) ปัญหาหนี้ในยุโรป โดยเฉพาะในอิตาลีและสเปน สุดท้ายจะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF และ EU 3) แรงกดดันเงินเฟ้อในเอเชียจะลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง หรือต้นปีหน้า  หลังจากราคาน้ำมันปรับลดลงมาอย่างรุนแรง ขณะที่เศรษฐกิจเอเชียก็แข็งแกร่งกว่าประเทศพัฒนามาก และ 4) การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำของสหรัฐฯ ถึงกลางปี 2556 จะนำไปสู่การทำ Dollar carry trade ในที่สุด โดยเราคงเป้าหมาย SET index ปีนี้ที่ 1250 จุด โดยมองว่าหุ้นในกลุ่ม domestic play จะ outperform ตลาดโดยภาพรวม
กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น:  การ rebound รอบนี้อาจขึ้นมาได้ในกรอบจำกัด ดังนั้นยังเก็งกำไรในวงเงินจำกัดไปก่อน โดยเน้นเก็งกำไรหุ้นในกลุ่ม domestic play เป็นหลัก เนื่องจากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่มีมากขึ้น ขณะที่การบริโภคในประเทศยังมีแนวโน้มสดใสจากนโยบายของภาครัฐ
1) หุ้นในกลุ่มผู้ประกอบการบ้าน เพราะการที่ Fed ตรึ่งอัตราดอกเบี้ยไปอีก 2 ปี และราคาน้ำมันที่ลดลง อาจทำให้มีการคาดหมายว่าอัตราดอกเบี้ยไทยใกล้ถึงจุดสูงสุดแล้ว ซึ่งเป็นผลดีต่อหุ้นในกลุ่มผู้ประกอบการบ้าน นอกจากนี้หุ้นในกลุ่มนี้นักวิเคราะห์เราคาดการณ์ว่ากำไรจะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้ แนะนำ SPALI AP LPN LH และ PS
2) หุ้นที่มี P/E ถูก ผลประกอบการคาดว่าจะออกมาดี และได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ เช่นหุ้นกลุ่ม ICT ADVANC DTAC LOXELY AIT SAMTEL SAMART กลุ่มผุ้ประกอบการบ้าน LH AP SPALI กลุ่มสื่อ RS MAJOR MCOT กลุ่มประกัน BLA กลุ่ม commercial CPN กลุ่มพาณิชย์ HMPRO BIGC CPALL
3) หุ้นที่มักมีการเก็งกำไรก่อนการประกาศจ่ายปันผลเช่น CPF TVO GRAMMY TCAP และ MCOT
อย่างไรก็ตามการเก็งกำไรควรมีจุด stop loss ตามสัญญาณทางเทคนิคประกอบด้วย
กลยุทธ์การลงทุนระยะกลาง (3-6 เดือน): แม้ว่าเราจะมองตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงในช่วงไตรมาสที่ 3/54  แต่เรายังคงมีมุมมองเหมือนเดิมว่า ตลาดหุ้นยังมีโอกาสขึ้นไป 1250 จุด ในไตรมาสที่ 4 ดังนั้นแนะนำให้ถือหุ้นพอร์ตต่อไป และการปรับฐานเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมหุ้นเพิ่ม โดยยังคงแนะนำให้ทยอยสะสม

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กลยุทธ์การลงทุนวันที่ 9 ส.ค. 2554

Daily view: จับตา Fed คืนนี้ อาจถูกกดดันให้ทำบางอย่าง

กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น:  แนะนำให้จำกัดเงินในการเก็งกำไร โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ลดลง รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่อื่นๆ ด้วยเนื่องจากแรงขายจากต่างชาติยังคงมีอยู่ โดยการเก็งกำไรให้เน้นไปที่ หุ้นที่มี P/E ถูก ผลประกอบการคาดว่าจะออกมาดี และได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ เช่นหุ้นกลุ่ม ICT DTAC LOXELY AIT SAMTEL SAMART กลุ่มผุ้ประกอบการบ้าน LH AP SPALI กลุ่มสื่อ RS MAJOR MCOT กลุ่มประกัน BLA กลุ่ม commercial CPN รวมถึงหุ้นที่มักมีการเก็งกำไรก่อนการประกาศจ่ายปันผลเช่น CPF TVO GRAMMY TCAP และ MCOT อย่างไรก็ตามการเก็งกำไรควรมีจุด stop loss ตามสัญญาณทางเทคนิคประกอบด้วย

หุ้นแนะนำวันนี้:  LOXLEY, HMPRO, CPN

กลยุทธ์การลงทุนระยะกลาง (3-6 เดือน): แม้ว่าเราจะมองตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงในช่วงไตรมาสที่ 3/54  แต่เรายังคงมีมุมมองเหมือนเดิมว่า ตลาดหุ้นยังมีโอกาสขึ้นไป 1250 จุด ในไตรมาสที่ 4 ดังนั้นแนะนำให้ถือหุ้นพอร์ตต่อไป และการปรับฐานเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมหุ้นเพิ่ม โดยยังคงแนะนำให้ทยอยสะสมเมื่อ SET index เข้าใกล้ 1060 จุด หรือต่ำกว่า

EXTERNAL FACTOR

ดัชนี DJ ปิดลบ 634.76 จุด หรือ 5.55% แตะที่ 10,809.85 จุด ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 79.92 จุด หรือ 6.66% แตะ 1,119.46 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดลบ 174.72 จุด หรือ 6.9% แตะที่ 2,357.69 จุด ตลาดหุ้นร่วงลงอย่างหนักท่ามกลางการความตื่นตระหนก หลังจากเอสแอนด์พีประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐลง 1 ขั้น สู่ระดับ AA+ จากระดับ AAA พร้อมให้แนวโน้มเชิงลบ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สหรัฐถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยเอสแอนด์พีมองว่าแผนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการคลังที่สภาคองเกรสและคณะบริหารของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ไม่เพียงพอที่จะทำให้สถานการณ์หนี้สาธารณะของประเทศมีเสถียรภาพได้ นอกเหนือจากการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือสหรัฐแล้ว เอสแอนด์พียังได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินของรัฐบาลที่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาหนี้ระยะยาวของสหรัฐ รวมถึงแฟนนี เม และเฟรดดี แมค นอกจากนี้ตลาดยังได้รับแรงกดดันมากขึ้น เมื่อมูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ออกมาเตือนว่าอาจจะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ AAA ของสหรัฐ หากรัฐบาลสหรัฐยังไม่สามารถลดยอดขาดดุลงบประมาณได้ ขณะเดียวกันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเภท 10 ปีของสหรัฐร่วงลงต่ำกว่าระดับ 2.4% เนื่องจากนักลงทุนยังคงเชื่อว่าพันธบัตรเป็นแหล่งการลงทุนที่ปลอดภัยในช่วงที่เศรษฐกิจยังผันผวนและไร้ทิศทาง โดยเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค ประมาณการว่า การลดอันดับเครดิตของสหรัฐจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐเพิ่มขึ้น 1 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี และอาจจะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น 0.60-0.70% ในระยะกลาง
สัญญาทองคำ COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค. พุ่งขึ้น USD61.4 หรือ 3.7% ปิดที่ระดับ USD1,713.2  เนื่องจากนักลงทุนแห่ซื้อทองเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยรอบสอง หลังจากสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือสหรัฐ
ราคาน้ำมัน Nymex ส่งมอบเดือนก.ย. ลดลง USD5.57/bbl หรือ 6.41% ปิดที่ USD81.31/bbl           
เนื่องจากนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจาก เอสแอนด์พี ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือสหรัฐ ซึ่งสร้างความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก และอาจจะทำให้อุปสงค์พลังงานหดตัวลงด้วย

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กลยุทธ์การลงทุนวันที่ 8 ส.ค. 2554

 Strategy

ความเสี่ยงระยะสั้นในตลาดหุ้นยังคงสูงอยู่จากแรงขายในสินทรัพย์เสี่ยงหลังจาก S&P ปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ ลงจาก AAA เหลือ AA+ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

นอกจากนี้เรายังมีความเสี่ยงจากความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง (Double Dip) และวิกฤตหนี้สาธารณะอาจจะลุกลามไปทั่วยุโรป โดยเราเชื่อว่าความเสี่ยงเหล่านี้จะยังคงอยู่ในช่วง 1-2 อาทิตย์ข้างหน้า เพราะในช่วง 2 เดือนจากนี้อิตาลีจะมีจำนวนหนี้มหาศาลที่ต้องชำระคืน
นอกจากนี้การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ยังคงกดดันตลาดได้อยู่
สำหรับอาทิตย์นี้ปัญหาเงินเฟ้อในเอเชียอาจกลับมาใหม่ เพราะประเทศจีนจะประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ ดังนั้นในระยะสั้นตลาดยังมีโอกาสปรับฐานได้อยู่

แม้ว่าในระยะสั้นเรายังกังวลถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น แต่เรายังไม่เปลี่ยนมุมมองที่เป็นบวกในระยะกลาง และมองการปรับฐานเป็นโอกาสในการสะสมซื้อ โดยมอง downside risk ที่ 1060 จุด
เนื่องจาก 1) เราเชื่อว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นเหตุเพียงชั่วคราวเท่านั้น เราไม่คิดว่าจะเกิด Double dip เนื่องจากหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ และโลกไม่ฟื้นตัวขึ้นมาดังคาด Fed จะหันมาใช้ QE3
2) ปัญหาหนี้ในยุโรป โดยเฉพาะในอิตาลีและสเปน สุดท้ายจะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF และ EU
3) แรงกดดันเงินเฟ้อในเอเชียจะลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง หรือต้นปีหน้า  หลังจากราคาน้ำมันปรับลดลงมาอย่างรุนแรง และอยู่ต่ำกว่า USD100/bbl เป็นระยะเวลาหลายเดือนแล้ว ขณะที่เศรษฐกิจเอเชียก็แข็งแกร่งกว่าประเทศพัฒนามาก
และ 4) การปรับลดงบประมาณรายจ่ายของสหรัฐฯ จะทำให้สหรัฐฯ ยังคงต้องใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไป ซึ่งนั้นหมายถึงการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำ แต่อัตราดอกเบี้ยเอเชียยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งนั้นจะนำไปสู่การทำ Dollar carry trade ในระยะต่อไป โดยเราคงเป้าหมาย SET index ปีนี้ที่ 1250 จุด

กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น:  แนะนำให้จำกัดเงินในการเก็งกำไร โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ลดลง โดยการเก็งกำไรที่เกิดขึ้นจากนี้อาจเน้นไปที่ หุ้นที่มี P/E ถูก ผลประกอบการคาดว่าจะออกมาดี และได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ เช่นหุ้นกลุ่ม ICT DTAC LOXELY AIT SAMTEL SAMART กลุ่มผุ้ประกอบการบ้าน LH AP SPALI กลุ่มสื่อ RS MAJOR MCOT กลุ่มประกัน BLA กลุ่ม commercial CPN รวมถึงหุ้นที่มักมีการเก็งกำไรก่อนการประกาศจ่ายปันผลเช่น CPF TVO GRAMMY TCAP MCS และ MCOT อย่างไรก็ตามการเก็งกำไรควรมีจุด stop loss ตามสัญญาณทางเทคนิคประกอบด้วย

หุ้นแนะนำวันนี้:  ทยอยสะสม ADVANC MCOT CPF

กลยุทธ์การลงทุนระยะกลาง (3-6 เดือน): แม้ว่าเราจะมองตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงในช่วงไตรมาสที่ 3/54  แต่เรายังคงมีมุมมองเหมือนเดิมว่า ตลาดหุ้นยังมีโอกาสขึ้นไป 1250 จุด ในไตรมาสที่ 4 ดังนั้นแนะนำให้ถือหุ้นพอร์ตต่อไป และการปรับฐานเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมหุ้นเพิ่ม โดยยังคงแนะนำให้สะสมเพิ่มเมื่อ SET index เข้าใกล้ 1060 จุด

ที่มา: หลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กลยุทธ์การลงทุนวันที่ 3 ส.ค. 2554

สิ่งที่ต้องจับตาคือ การจะขอแลกภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% โดยจะขอแลกกับ BOI (การไม่เสียภาษี ซึ่งจะมีผลลบกับ กลุ่มโรงงาน กลุ่มอิเลคทรอนิคส์ บางธุรกิจที่มาจากต่างชาติ ซึ่งการให้ BOI จะเป็นตัวจูงใจพวกเขา เพราะฉะนั้น คิดว่าข่าวนี้จะเป็น Sentiment ระยะสั้น เป็นไปได้ยากที่จะทำออกมาถ้าหุ้นกลุ่มนี้ลดลงมาแรงๆ ก็น่าสนใจที่จะเข้าลงทุน) 
Strategy

SET index ในรอบนี้ปรับเพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ 998 จุดมาเป็น 1140 จุดในปัจจุบัน หรือปรับเพิ่มขึ้นแล้ว 14% และหากรวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 2.56% ซึ่งหมายถึง SET index ในรูปเงิน US ปรับขึ้นมาแล้ว 16.56% ซึ่งก็พร้อมที่จะให้นักลงทุนต่างประเทศขายทำกำไรออกมา ขณะที่เป้าหมาย SET index ปีนี้ของเราอยู่ที่ 1250 จุด เหลือ upside ประมาณ 8.8% จากระดับปัจจุบัน ซึ่งด้วยผลตอบแทนดังกล่าว อาจไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันเช่น 1) การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หลังจากสหรัฐฯ ต้องมีการตัดงบประมาณ เพื่อผ่านแผนปรับเพิ่มเพดานหนี้ และตัวเลขเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลกก็แสดงการชะลอลงอย่างชัดเจน 2) ปัญหาหนี้ในยุโรปที่พร้อมจะกลับมาทุกเมื่อ และอาจจะลุกลามเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศอิตาลีและสเปน 3) ปัญหาเงินเฟ้อในเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วย และ 4) ความเสี่ยงเรื่องการปรับอันดับเครดิตของสหรัฐฯ ลงที่ถึงแม้ว่า Fitch และ Moody’s จะออกมาบอกว่ายังไมลดอันดับช่วงนี้ แต่ก็ยังคงมุมมองในเชิงลบต่อไป
แม้ว่าในระยะสั้นเรายังกังวลถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น และตลาดอาจมีการปรับฐานในระยะสั้น แต่เรายังไม่เปลี่ยนมุมมองที่เป็นบวกในระยะกลาง เนื่องจาก 1) เราเชื่อว่า         การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นเหตุเพียงชั่วคราวเท่านั้น 2) แรงกดดันเงินเฟ้อในเอเชียจะลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง หรือต้นปีหน้า 3) หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ และโลกไม่ฟื้นตัวขึ้นมาดังคาด Fed จะหันมาใช้ QE3 ซึ่งก็เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นในเอเชียเช่นกัน และ 4) การปรับลดงบประมาณรายจ่ายของสหรัฐฯ จะทำให้สหรัฐฯ ยังคงต้องใช้นโบยายผ่อนคลายทางการเงินต่อไป ซึ่งนั้นหมายถึงการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำ แต่อัตราดอกเบี้ยเอเชียยังมีแนวนัมปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งนั้นจะนำไปสู่การทำ Dollar carry trade ในระยะต่อไป ดังนั้นเรามองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมหุ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 โดยคงเป้าหมาย SET index ปีนี้ที่ 1250 จุด
กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น:  แม้ว่าเรายังคงมีมุมมองว่าตลาดในเชิงบวกระยะสั้น แต่แนะนำให้จำกัดเงินในการเก็งกำไร หรือทยอยขายทำกำไร เนื่องจากข่าวดีในระยะสั้นใกล้หมดลงแล้ว โดยการเก็งกำไรที่เกิดขึ้นจากนี้อาจเน้นไปที่
Theme ที่ 1: หุ้นที่คาดว่าจะรายงานกำไรออกมาดี และมีการจ่ายปันผลระหว่างกาลด้วยเช่น HMPRO (คาดว่าจะจ่ายปันผล 0.14 บาทต่อหุ้น) MAKRO (4.40 บาทต่อหุ้น) BAFS (0.33 บาทต่อหุ้น) CPF (0.50 บาท) RATCH (1.1 บาทต่อหุ้น) TTW (0.15 บาทต่อหุ้น) ASP (0.07 บาทต่อหุ้น) TUF (0.6 บาทต่อหุ้น) TVO (0.87 บาทต่อหุ้น) KH (0.1 บาทต่อหุ้น) ADVANC (4.00 บาทต่อหุ้น) BEC (0.75 บาทต่อหุ้น) MAJOR (0.35 บาทต่อหุ้น) MCOT (0.9 บาทต่อหุ้น) LPN (0.2 บาทต่อหุ้น) SPALI (0.35 บาทต่อหุ้น) ROJNA (0.30 บาทต่อหุ้น)
Theme ที่ 2:  หุ้นที่มี P/E ถูกและพื้นฐานดี และได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ เช่นหุ้นในกลุ่ม ICT ADVANC DTAC LOXELY AIT SAMTEL SAMART กลุ่มผุ้ประกอบการบ้าน LH AP LPN SPALI กลุ่มสื่อ RS MAJOR กลุ่มประกัน BLA กลุ่ม commercial CPN
Theme 3: หุ้นที่ที่มักมีการเก็งกำไรในช่วงก่อนประกาศจ่ายปันผลเช่น PTTCH CPF TVO DRT GRAMMY TCAP IT และ MCOT อย่างไรก็ตามการเก็งกำไรควรมีจุด stop loss ตามสัญญาณทางเทคนิคประกอบด้วย
หุ้นแนะนำวันนี้:  SAMTEL RS LOXLEY
กลยุทธ์การลงทุนระยะกลาง (3-6 เดือน): แม้ว่าเราจะมองตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงในช่วงไตรมาสที่ 3/54  แต่เรายังคงมีมุมมองเหมือนเดิมว่า ตลาดหุ้นยังมีโอกาสขึ้นไป 1250 จุด ในไตรมาสที่ 4 ดังนั้นแนะนำให้ถือหุ้นพอร์ตต่อไป และการปรับฐานเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมหุ้นเพิ่ม โดยยังคงแนะนำให้สะสมเพิ่มเมื่อ SET index ต่ำกว่า 1050 จุด ตามการปรับประมาณการณ์ขึ้นของนักวิเคราะห์

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กลยุทธ์การลงทุนวันที่ 2 ส.ค. 2554

Strategy
แม้ว่าจะมีข่าวดีเรื่องการประกาศผลประกอบการ และเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงข่าวดีเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและการแถลงนโยบาย แต่เราเชื่อว่าตลาดหุ้นได้รับรู้ข่าวดีนี้ไปแล้วส่วนหนึ่ง ในขณะที่ตลาดจะเริ่มมีผลตอบแทนต่ำลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของตลาดที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็น
 1) การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หลังจากสหรัฐฯ ต้องมีการตัดงบประมาณ เพื่อผ่านแผนปรับเพิ่มเพดานหนี้ และตัวเลข PMI ของหลายประเทศทั่วโลกเมื่อวานนี้ก็แสดงการชะลอลงอย่างชัดเจน
2) ปัญหาหนี้ในยุโรปที่พร้อมจะกลับมาทุกเมื่อ และอาจจะลุกลามเพิ่มขึ้น
3) ปัญหาเงินเฟ้อในเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วย
4) ความเสี่ยงเรื่องการปรับอันดับเครดิตของสหรัฐฯ ลง ดังนั้นการเก็งกำไรที่เราแนะนำให้ทำได้ถึงต้นเดือนส.ค. คงต้องมีจุด stop loss ประกอบด้วย

แม้ว่าในระยะสั้นยังคงข่าวดีกระตุ้นตลาดได้อยู่ แต่ข่าวดีเหล่านี้กำลังทยอยหมดไป และจะเริ่มหาข่าวดีกระตุ้นตลาดระยะสั้นได้น้อยลง ดังนั้นเรายังคงมุมมองที่ตลาดจะปรับฐานในช่วงครึ่งเดือนหลังเดือนส.ค. ถึงเดือนก.ย. อยู่ โดยเราถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก นอกจากนั้นปัจจุบัน Unrealized gain ของนักลงทุนต่างชาติอยู่ที่ 14.5% แล้ว ใกล้เคียงกับระดับสูงสุดในช่วง 2 ปีที่ผานมาที่ประมาณ 15% ก่อนจะมีแรงเทขายออกมา ซึ่งสนับสนุนว่าตลาดมีความเสี่ยงที่ใกล้จะถึงจุดขายทำกำไรของนักลงทุนต่างชาติออกมา

สำหรับไตรมาสที่ 4 ตลาดหุ้นยังมีโอกาสปรับขึ้นมาใหม่ เนื่องจากเราเชื่อว่า   การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นเหตุเพียงชั่วคราวเท่านั้น ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อในเอเชียจะลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง และต้นปีหน้า นอกจากนี้หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ และโลกไม่ฟื้นตัวขึ้นมาดังคาด Fed จะหันมาใช้ QE3 ซึ่งก็เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นในเอเชียเช่นกัน ในขณะที่การลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ จะทำให้เอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่น่าลงทุนในเชิงเปรียบเทียบ ดังนั้นเรามองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมหุ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 โดยคงเป้าหมาย SET index ปีนี้ที่ 1250 จุด

กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น:  แม้ว่าเรายังคงมีมุมมองว่าตลาดในเชิงบวกระยะสั้น แต่แนะนำให้จำกัดเงินในการเก็งกำไร หรือทยอยขายทำกำไร เนื่องจากข่าวดีในระยะสั้นใกล้หมดลงแล้ว โดยการเก็งกำไรแนะนำหุ้นที่คาดว่าจะรายงานกำไรออกมาดี และมีการจ่ายปันผลระหว่างกาลด้วยเช่น HMPRO (คาดว่าจะจ่ายปันผล 0.14 บาทต่อหุ้น) MAKRO (4.40 บาทต่อหุ้น) BAFS (0.33 บาทต่อหุ้น) CPF (0.50 บาท) RATCH (1.1 บาทต่อหุ้น) TTW (0.15 บาทต่อหุ้น) ASP (0.07 บาทต่อหุ้น) TUF (0.6 บาทต่อหุ้น) TVO (0.87 บาทต่อหุ้น) KH (0.1 บาทต่อหุ้น) ADVANC (4.00 บาทต่อหุ้น) BEC (0.75 บาทต่อหุ้น) MAJOR (0.35 บาทต่อหุ้น) MCOT (0.9 บาทต่อหุ้น) LPN (0.2 บาทต่อหุ้น) SPALI (0.35 บาทต่อหุ้น) ROJNA (0.30 บาทต่อหุ้น) รวมถึงหุ้นที่มี P/E ถูก และมี ROE สูง ซึ่งประกอบไปด้วย AIT CSL LPN MCS RS SPALI STA TASCO และ TTW นอกจากนี้รวมถึงหุ้นที่มักมีการเก็งกำไรในช่วงก่อนประกาศจ่ายปันผลเช่น PTTCH CPF TVO DRT GRAMMY TCAP IT และ MCOT อย่างไรก็ตามการเก็งกำไรควรมีจุด stop loss ตามสัญญาณทางเทคนิคประกอบด้วย

หุ้นแนะนำวันนี้:  LH CPF RS

กลยุทธ์การลงทุนระยะกลาง (3-6 เดือน): แม้ว่าเราจะมองตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงในช่วงไตรมาสที่ 3/54  แต่เรายังคงมีมุมมองเหมือนเดิมว่า ตลาดหุ้นยังมีโอกาสขึ้นไป 1250 จุด ในไตรมาสที่ 4 ดังนั้นแนะนำให้ถือหุ้นพอร์ตต่อไป และการปรับฐานเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมหุ้นเพิ่ม โดยยังคงแนะนำให้สะสมเพิ่มเมื่อ SET index ต่ำกว่า 1050 จุด ตามการปรับประมาณการณ์ขึ้นของนักวิเคราะห์

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กลยุทธ์การลงทุนวันที่ 1 ส.ค. 2554

Strategy เรายังคงมุมมองเดิมว่าตลาดหุ้นจะยังปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกของเดือนส.ค. โดยปัจจัยที่สนับสนุนคือ 1) สภาคองเกรสได้ข้อสรุปในการปรับเพดานหนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยแลกกับการที่รัฐบาลต้องตัดขาดดุลงบประมาณลง 1 ล้านล้านเหรียญใน 10 ปี  2) การรายงานผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะออกมาดีกว่าคาด รวมทั้งการประกาศจ่ายปันผลที่จะมีจนถึงกลางเดือนส.ค. และ 3) การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่คาดว่าจะเสร็จก่อนกลางเดือนส.ค. อย่างไรก็ตามการเก็งกำไรที่เราแนะนำในช่วงต้นเดือนส.ค. คงต้องมีจุด stop loss ประกอบด้วย
แม้ว่าในระยะสั้นยังคงข่าวดีกระตุ้นตลาดได้อยู่ แต่ข่าวดีเหล่านี้กำลังทยอยหมดไป และจะเริ่มหาข่าวดีกระตุ้นตลาดระยะสั้นได้น้อยลง ดังนั้นเรายังคงมุมมองที่ตลาดจะปรับฐานในช่วงครึ่งเดือนหลังเดือนส.ค. ถึงเดือนก.ย. อยู่ โดยเราถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก นอกจากนั้นปัจจุบัน Unrealized gain ของนักลงทุนต่างชาติอยู่ที่ 13.7% ใกล้เคียงกับระดับสูงสุดที่ 14-15% ก่อนจะมีแรงเทขายออกมา ซึ่งสนับสนุนว่าตลาดมีความเสี่ยงที่ใกล้จะถึงจุดขายทำกำไรของนักลงทุนต่างชาติออกมา
สำหรับไตรมาสที่ 4 ตลาดหุ้นยังมีโอกาสปรับขึ้นมาใหม่ เนื่องจากเราเชื่อว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นเหตุเพียงชั่วคราวเท่านั้น ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อในเอเชียจะลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง และต้นปีหน้า นอกจากนี้หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ และโลกไม่ฟื้นตัวขึ้นมาดังคาด Fed จะหันมาใช้ QE3 ซึ่งก็เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นในเอเชียเช่นกัน ดังนั้นเรามองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมหุ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 โดยคงเป้าหมาย SET index ปีนี้ที่ 1250 จุด
กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น:  แม้ว่าเรายังคงมีมุมมองว่าตลาดในเชิงบวกระยะสั้น แต่แนะนำให้จำกัดเงินในการเก็งกำไร หรือทยอยขายทำกำไร เนื่องจากข่าวดีในระยะสั้นใกล้หมดลงแล้ว โดยการเก็งกำไรแนะนำหุ้นที่คาดว่าจะรายงานกำไรออกมาดี และมีการจ่ายปันผลระหว่างกาลด้วยเช่น HMPRO (คาดว่าจะจ่ายปันผล 0.14 บาทต่อหุ้น) MAKRO (4.40 บาทต่อหุ้น) BAFS (0.33 บาทต่อหุ้น) CPF (0.50 บาท) RATCH (1.1 บาทต่อหุ้น) TTW (0.15 บาทต่อหุ้น) ASP (0.07 บาทต่อหุ้น) TUF (0.6 บาทต่อหุ้น) TVO (0.87 บาทต่อหุ้น) KH (0.1 บาทต่อหุ้น) ADVANC (4.00 บาทต่อหุ้น) BEC (0.75 บาทต่อหุ้น) MAJOR (0.35 บาทต่อหุ้น) MCOT (0.9 บาทต่อหุ้น) LPN (0.2 บาทต่อหุ้น) SPALI (0.35 บาทต่อหุ้น) ROJNA (0.30 บาทต่อหุ้น) รวมถึงหุ้นที่มี P/E ถูก และมี ROE สูง ซึ่งประกอบไปด้วย AIT CSL LPN MCS RS SPALI STA TASCO และ TTW นอกจากนี้รวมถึงหุ้นที่มักมีการเก็งกำไรในช่วงก่อนประกาศจ่ายปันผลเช่น PTTCH CPF TOP TVO DRT GRAMMY TCAP IT MCOT และ PTT อย่างไรก็ตามการเก็งกำไรควรมีจุด stop loss ตามสัญญาณทางเทคนิคประกอบด้วย

หุ้นแนะนำวันนี้:  CPF KBS MAJOR

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กลยุทธ์การลงทุนประจำวันที่ 22 กรกฏาคม 2554

      ข่าวดียังเหลืออยู่ แต่น้อยลงเรื่อยๆ  
          ข่าวดีต่างๆ ที่เรารอคอยเริ่มทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนทั้งในไทยและสหรัฐที่ออกมาดีอย่างต่อเนื่อง และการแก้ปัญหาหนี้กรีซที่ได้ข้อสรุป และเรายังเชื่อว่าจะยังมีข่าวดีรออยู่ข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็น
1) การรายงานผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยที่คาดว่าจะออกมาดีกว่าคาด รวมทั้งการประกาศจ่ายปันผล
2) การเพิ่มเพดานหนี้ของสหรัฐฯ ภายในวันที่ 2 ส.ค. นี้
และ 3) การแถลงนโยบายของรัฐบาลใหม่ ดังนั้น ทำให้เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นในระยะสั้นอยู่จนถึงต้นเดือนส.ค. อย่างไรก็ตามหากข่าวดีต่างๆ เหล่านี้กำลังจะทยอยหมดไป และจะเริ่มหาข่าวดีกระตุ้นตลาดระยะสั้นได้น้อยลง
กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น: 
 เรายังคงมีมุมมองว่าตลาดยังมีโอกาสซิกแซกขึ้นได้ต่อ ในระยะสั้น โดยมีเป้าหมาย SET ที่ 1113  หรือขึ้นได้จนถึงต้นเดือนส.ค. นี้ ก่อนที่จะแรงขายทำกำไรออกมา โดยแนะนำหุ้นขนาดใหญ่และกลางซึ่งเป็นเป้าหมายของต่างชาติ และยังค่อนข้าง laggard เช่น PTT PTTEP LH AP MINT MCOT รวมถึงหุ้นที่คาดว่าจะรายงานกำไรออกมาดี และมีการจ่ายปันผลระหว่างกาลด้วยเช่น HMPRO (คาดว่าจะจ่ายปันผล 0.14 บาทต่อหุ้น) MAKRO (4.40 บาทต่อหุ้น) BAFS (0.33 บาทต่อหุ้น) CPF (0.50 บาท) RATCH (1.1 บาทต่อหุ้น) TTW (0.15 บาทต่อหุ้น) ASP (0.07 บาทต่อหุ้น) TUF (0.6 บาทต่อหุ้น) TVO (0.87 บาทต่อหุ้น) KH (0.1 บาทต่อหุ้น) ADVANC (4.00 บาทต่อหุ้น) BEC (0.75 บาทต่อหุ้น) MAJOR (0.35 บาทต่อหุ้น) MCOT (0.9 บาทต่อหุ้น) TPC (0.5 บาทต่อหุ้น) LPN (0.2 บาทต่อหุ้น) SPALI (0.35 บาทต่อหุ้น) ROJNA (0.30 บาทต่อหุ้น) อย่างไรก็ตามการเก็งกำไรควรมีจุด stop loss ตามสัญญาณทางเทคนิคประกอบด้วย
หุ้นแนะนำวันนี้:  MCOT LOXLEY TICON CPF

External Factor

ดัชนี DJ พุ่งขึ้น 152.50 จุด หรือ 1.21% ปิดที่ 12,724.41 จุด ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 17.96 จุด หรือ  1.35% ปิดที่ 1,343.80 จุด ดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้น 20.20 จุด หรือ 0.72% ปิดที่ 2,834.43 จุด  โดยในช่วงครึ่งแรกของการซื้อขาย ตลาดปรับตัวขึ้นขานรับข่าวที่ว่านายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคล ของเยอรมนี และประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ของฝรั่งเศส บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินรอบใหม่กับกรีซ ส่วนในช่วงบ่ายตลาดปรับตัวสูงขึ้นอีก ขานรับข่าวที่ว่า ที่ประชุมฉุกเฉินของผู้นำยุโรปมีมติให้ความช่วยเหลือด้านการเงินรอบที่ 2 สำหรับกรีซ ด้วยวงเงินรวม 1.09 แสนล้านยูโร ขณะเดียวกัน ผู้นำยุโรปมีแผนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และขยายระยะเวลาการชำระคืนเงินต้นให้กับกรีซ เหมือนกับที่เคยให้ไอร์แลนด์และโปรตุเกสมาแล้ว นอกจากนี้ ที่ประชุมผู้นำยุโรปยังเพิ่มสิทธิอำนาจให้กับกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (EFSF) ให้สามารถจัดหาเงินกู้ให้กับประเทศต่างๆ ที่ประสบปัญหาด้านการเงินก่อนที่จะเกิดวิกฤติ ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะถอนรากถอนโคนปัญหาหนี้ นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มการเงินก็ได้รับแรงหนุน หลังจากมอร์แกน สแตนลีย์ รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ดีเกินคาด ขณะที่ Keefe Bruyette & Woods ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยด้านการธนาคารระบุว่า ในบรรดาธนาคาร 30 แห่งที่มีการเปิดเผยผลประกอบการนั้น มีธนาคารถึง 24 แห่งที่มีผลประกอบการที่ดีเกินคาด