แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แนะนำหนังสือน่าอ่าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แนะนำหนังสือน่าอ่าน แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

กลยุทธ์ดันโด (Dhando Investor) [Low Risk – Hi Return]

เขียนบทความ ณ วันหยุดของเดือนแห่งความรักซะหน่อย ใครมีคู่ก็ขอให้สุขสันต์กับเดือนพิเศษ และเป็นปีพิเศษเสียด้วย เพราะปีนี้เป็นปีที่มี 366 วันหรือปีอธิกสุรทินนั่นเองครับ ใครเกิดวันที่ 29 กุมภาฯ ก็ได้ฉลองตรงวันกับเขา บ้างแล้วนะครับ :D  ส่วนใครที่ยังไม่มีคู่ ก็ขอให้มีเสียทีนะครับ ถ้าต้องการ :) :)


เข้าเรื่องการลงทุนบ้าง หลายคนอาจจะอยากเป็นนักลงทุนแบบ VI (Value Investor) แต่ไม่รู้จะทำยังไง?
อ่านหนังสือของลุงเบนจามิน เกรแฮม (บิดาแห่ง VI) ก็ไม่ค่อยเข้าใจ เพราะมันเป็นแบบแนวตะวันตก จริงๆต้องบอกว่าเอเชียก็มีคนคิดการลงทุนแนวนี้เหมือนกันครับ เพียงแต่จะได้ยินกันในชื่อ กลยุทธ์ดันโด (ลักษณะก็คือ จะลงทุนในธุรกิจที่ความเสี่ยงแทบไม่มี แต่ผลตอบแทนสูง หรือที่เรียกกันว่า การทำ Arbitrage นั่นเอง)
กลยุทธ์ดันโดย่อยง่ายๆให้อ่านกันได้ก็จะมีด้วยกัน 9 ข้อ ดังต่อไปนี้


1. ซื้อธุรกิจที่มีอยู่แล้--> ถ้าในยุคสมัยนี้ก็คือตลาดหุ้นนั่นเอง

2. ซื้อธุรกิจที่เรียบง่าย -->  ธุรกิจที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน คาดการณ์กระแสเงินสดในอนาคตได้อย่างใกล้เคียง

3. ซื้อธุรกิจที่กำลังมีปัญหา  --> แหล่งข้อมูลที่จะแจ้งเรื่องนี้ได้ว่าธุรกิจไหนกำลังมีปัญหาก็คือ “หนังสือพิมพ์” แต่ ณ โลกยุคปัจจุบันนี้ ตาม Website ที่รวมข่าวต่างๆ ก็มีความน่าสนใจมากขึ้น (แต่ต้องกรองที่มาให้ดีด้วยเช่นกัน)

4. ซื้อธุรกิจที่มีความได้เปรียบ  --> “ลงทุนในธุรกิจที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันอันยั่งยืน”  --> โดยต้องดูที่ “งบการเงิน”
                 *  ความได้เปรียบเชิงแข่งขันแบบถาวรไม่มีจริง * เพราะจากการสำรวจวงจรชีวิตบริษัทนั่นจะอยู่ได้เพียงแค่ 40 – 50 ปี ที่มา: Fortune 500
            ด้วยเหตุนี้การคำนวณกระแสเงินสดคิดลดจึงไม่ควรที่จะนานเกิน 10 ปีนั่นเอง

5. เดิมพันหนักๆ เมื่อมีแต้มต่อ  -->  บางครั้งราคาหุ้นที่เราเจออาจะจะไม่ถึงครึ่งของ Fair Price ดังนั้น ถ้าคำนวณมูลค่าแท้จริงสูงกว่ามูลค่าตลาดมากๆ ก็มีโอกาสที่จะทำกำไรได้แน่นอน
                * การลงทุนบางคราวก็คล้ายการเดิมพัน มันเป็นเรื่องของความน่าจะเป็น มองหาโอกาสลงทุนที่มีราคาผิดพลาด และลงทุนหนักๆ เมื่อมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง จะเป็นบัตรผ่านไปสู่ความมั่งคั่งแน่นอน*

6. หาโอกาสทำ Arbitrage (หุ้นบางตัวอาจจะมีการซื้อขายมากกว่า 1 ที่ ถ้าเราสามารถทำการซื้อขาย ณ ต่างประเทศได้ เราก็มีโอกาสที่จะทำกำไรได้เช่นกัน :) :) )

7. ซื้อราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าแท้จริง กฎง่ายๆ ที่ทำได้ยากเสมอ ความยากของมันอยู่ที่คุณจะหามูลค่าแท้จริงได้อย่างไร ฉะนั้นทางที่ดีแล้วพยายามหาหุ้นที่ราคาตลาด ถูกกว่ามูลค่าแท้จริงที่ประเมินขึ้นมา ให้ถูกกว่ามากๆๆๆ 

8. หาธุรกิจเสี่ยงต่ำ แต่ความไม่แน่นอนสูง ข้อนี้ต้องเท้าความก่อนว่าในตลาดหุ้นนั้นมีเรื่องธุรกิจและความไม่แน่นอนอยู่ 4 แบบ กล่าวคือ
                1. ความเสี่ยงสูง ความไม่แน่นอนต่ำ (ยกตัวอย่างก็เช่นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับภาครัฐ ธุรกิจมีความเสี่ยงสูง แต่การประมูลงานก็มีโอกาสได้งานที่ง่ายกว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้างเจ้าใหม่ๆ)
                2. ความเสี่ยงสูง ความไม่แน่นอนสูง (สุดยอดของความไม่น่าลงทุนเลย คงไม่มีใครสนใจธุรกิจแบบนี้นอกจากจะเป็นนักเก็งกำไร หรือนักพนันนั่นเอง)
                3. ความเสี่ยงต่ำ ความไม่แน่นอนต่ำ (ธุรกิจนี้ถ้าไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงจริงๆ เช่น Subprime ที่ผ่านมา เชื่อได้เลยว่าคนสนใจน้อยมาก เหตุเพราะถ้าวิเคราะห์ในเชิงบัญชีแล้ว ธุรกิจประเภทนี้จะมีการเทรดในค่า P/E ที่สูงมาก แปลว่าการ Trade แพงเกินไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในรอบ 4-5 ปีนี้ก็คือกลุ่มพาณิชย์เช่น CPALL นั่นเอง )
            4. ความเสี่ยงต่ำ ความไม่แน่นอนสูง ดังที่ได้กล่าวไว้ว่า ธุรกิจประเภทนี้ด้วยโครงสร้างของบริษัทแล้วความเสี่ยงถือว่าต่ำมาก ธุรกิจมีความมั่นคงสูง แต่ด้วยสภาพแวดล้อม หรือด้วยเรื่อง Timing ก็แล้วแต่ทำให้มีช่วงเวลาที่ราคาหุ้น ขาดการเหลียวแล เผชิญแรงเทขายออกมาตามตลาดที่ร่วงลง ตัวอย่างเช่น SCC PTT PTTGC(ก่อนควบรวมกิจการ) ใครจะเชื่อครับว่าจะสามารถซื้อ PTT SCC ที่ราคาต่ำกว่า 300 บาทได้ในช่วงที่ S&P ออกมา Downgrade US Bond แปลกแต่จริงครับ และสุดท้ายมันก็เด้งกลับขึ้นมาได้ แล้วถ้าจะไปได้อีกไกลเสียด้วย

9. เลียนแบบดีกว่าสร้างใหม่  ถ้าเทียบใกล้ๆตัวก็เรียกว่าทำตาม Model ที่น่าสนใจละกันครับ ถามว่าธุรกิจนี้ในโลกมีหรือ เลียนแบบเขาแล้วไม่โดนฟ้องเนี่ย ??
มีครับ นั่นก็คือธุรกิจ Franchise นั่นเอง ถ้าFranchise ไทยแท้ก็ขอยกตัวอย่างเช่น ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว ราดหน้าเอ็มไพร์ เจ้าต่างๆ ครับที่ดูน่าสนใจทีเดียว ถ้า Import เข้ามาก็เห็นจะเป็น Krispy Kreme ช่วงกระแสโดนัทแรงๆ นี่ท้ายแถวน่าจะยาวถึงวัดปทุมวนารามได้เลยนะครับ (ขอเว่อร์นิดนึง)


สุดท้ายต้องขอบคุณบทความจากหนังสือพิมพ์ Post today ประจำวันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่เป็นแหล่งที่มาสำหรับย่อหนังสือเล่มใหญ่โตมาให้พวกเราสามารถตั้งใจอ่านหนังสือเล่มนี้กันได้เพิ่มเติมครับ

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

หนังสือดีต้องบอกต่อ (1)


สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่านบทความนี้กันทุกคนครับ ช่วงนี้มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ก็ดูเงียบเหงาเหลือเกิน บวกกับช่วงนี้ผมก็ย้ายงานไปอยู่บ้านหลังใหม่ ก็เลยไม่ค่อยได้ดูตลาดหุ้นซักเท่าไหร่นัก (กำลังทำ Product ให้ลูกค้าในหลายๆ ตัวอยู่ครับ
ก็เลยคิดว่าถือโอกาสนี้เขียนแต่บทความที่ผมอ่านแล้วรู้สึกชอบๆ มาให้อ่านกันครับ) มาจากหนังสือ เงินงอกเงย ของสำนักพิมพ์ The Nation ซึ่งเอามาทำเป็น 100 ภารกิจในการดูแลเงินในกระเป๋าของพวกคุณ
โดยหนังสือเงินงอกเงยนี้ ได้แปลมาจากหนังสือชื่อ Make More Money เป็นหนังสือที่รวบรวมหนังสือคลาสสิก 4 เล่ม (1. Think and Grow Rich, 2. The Way to Wealth, 3. The Richest Man in Babylon, 4. Extraordinary Popular Delusions and the Madness of Crowds) มาใส่เคล็ดลับทางการเงิน ให้ข้อคิดเตือนใจกับนักอ่านทุกคนครับ

ครั้นจะเอามาทุกบทความผมก็กลัวหนังสือจะฟ้องร้องผมได้ (ก็ขอคัดเป็นตอนๆ ละกันนะครับ ที่ผมชอบจริงๆ) ก็จะขอเริ่มจากตอนในหนังสือชื่อ The Richest Man in Babylon เป็นหนังสือที่ตัวเอกคือบันชีร์ ผู้พยายามหาทางหลุดพ้นจากความยากจน จนไปพบกับเศรษฐีแห่งบาบิโลนผู้แนะนำเคล็ดลับมากมายในการสร้างความมั่งคั่ง และที่สำคัญยังนำเสนอหลักการ 7 ข้อในการเก็บรักษาเงินในกระเป๋าเอาไว้อีกด้วย

ภารกิจที่ 33 คนแบบเดียวกัน ชอบอยู่ด้วยกัน

บันชีร์สับสนกับสถานการณ์ของตัวเอง เขาบอกเพื่อนว่า "หลายปีมานี้เราทำมาหากินได้เงินมามากพอควร แต่หลังจากตรากตรำมาครึ่งชีวิต..เพื่อนรัก..กระเป๋าของเจ้ายังว่างเปล่าของข้าก็ไม่มีอะไรเหมือนกันกัน มันเป็นเพราะอะไร"

      ปัญหาส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนที่มีนิสัยคล้ายกันมันอยู่ด้วยกันได้เวลาคนเราตัดสินว่าอะไร "ปกติ" หรือยอมรับได้ เรามันมองไปที่คนรอบๆ ตัวว่าเขาคิดอย่างไร พ่อแม่ ครูและเพื่อนต่างมีอิทธิพลต่อความคิดและสิ่งที่เราเชื่อ ผลในด้านดีคือ ทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ แต่ว่าผลเสียก็มีเหมือนกัน เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราพยายามจะหนีออกนอกกรอบ เมื่อนั่นเราจะพบกับแรงต้านเสมอ

      มีการทดลอดหนึ่งที่สามารถอธิบายความจริงข้างต้นได้อย่างมีน้ำหนัก นักวิทยาศาสตร์นำลิงหลายตัวมากักรวมกันไว้ มีเสาไม้สูงอยู่ตรงกลางคอก บทยอดมีกล้วยแขวนอยู่หนึ่งเครือ ลิงที่พยายามปีนขึ้นไปบนเสาจะถูกฉีดด้วยน้ำแรงดันสูง แม้วิธีนี้จะไม่ทำให้ลิงบาดเจ็บ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าสนุกสำหรับมัน ในที่สุดลิงทุกตัวก็เลิกล้มความพยายามจะปีนเสาขึ้นไปเก็บกล้วย

      จากนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้แยกลิงตัวหนึ่งออกมา แล้วนำลิงตัวใหม่เข้าไปไว้ในคอกกัก แม้ลิงตัวใหม่จะเข้ากันได้ดีกับลิงที่เหลือ แต่ทุกครั้งที่ลิงตัวใหม่ปีนขึ้นไปบนเสาเพื่อหยิบกล้วย ลิงที่เหลือจะพากันดึงมันลงมา ทั้งที่ไม่มีใครฉีดน้ำใส่ ประสบการณ์สอนให้พวกมันเชื่อว่า ถ้าปีนขึ้นไปบนเสาจะต้องเจ็บตัว ด้วยเหตุนี้มันจึงพยายาม "ช่วย" ลิงตัวใหม่ไม่ให้ต้องเจ็บตัวเหมือนกัน

     ไม่นานนัก เจ้าลิงตัวใหม่ก็ไม่ยอมปีนขึ้นไปบนเสาอีก ลิงกลุ่มแรกถูกเปลี่ยนออกไปทีละตัว มีลิงตัวใหม่เข้ามาแทนจนครบ จนกระทั่งไม่มีลิงตัวใดในกรงที่เคยเห็นหรือมีประสบการณ์เคยถูกน้ำพ่นใส่ ถึงกระนั้นก็ไม่มีลิงตัวไหนกล้าปีนขึ้นไปบนเสาเลย

    มนุษย์เราก็เหมือนลิงในการทดลองนี้ เราตัดสินว่าอะไรใช่หรือไม่ใช่โดยดูจากคนรอบข้าง ถ้าคุณเป็นหนี้ แล้วครอบครัวหรือเพื่อนคุณก็เป็นหนี้เหมือนกัน คุณก็คงคิดว่าการเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ใช่ไหม อันที่จริงการเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องดี แต่ถึงคุณจะรู้และพยายามปรับเปลี่ยนตัวเอง คนรอบข้างก็จะพยายาม "ดึงคุณลงมาจากเสา" ในด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะคนเหล่านั้นไม่อยากเห็นคุณล้มเหลว แต่อีกด้านหนึ่งเข้าก็ไม่อยากเห็นประสบความสำเร็จเหมือนกัน มิฉะนั้นพวกเขาก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วย
 
    ดังนั้นถ้าคุณพยายามเปลี่ยนสภาพที่เป็นอยู่ คุณจะพบกับการต่อต้าน เป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนที่น่าจะรักเรามากที่สุด กลับเป็นคนที่ำให้เราหมดกำลังใจมากที่สุด (โดยที่พวกเขาก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน)

    แล้วคุณล่ะ? อยากกินกล้วยหรืออยากถูกดึงลงจากเสา??