แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ETC แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ETC แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

10 Things "Google" has found to be true

ตลาดหุ้นช่วงนี้เงียบๆครับ ข่าวดีกับข่าวร้ายก็สลับกันไป อเมริกาจะฟื้นก็ไม่ฟื้น ยุโรปจะแย่ก็แย่จริง (อ้าว) ผมเลยหาเรื่องอ่านหนังสืออย่างอื่นแทนครับ แล้วเผอิญไปเจอ บทความดีๆ ในหนังสือ Aday BULLETIN เล่มล่าสุดครับ ก็เลยขอเอามาแบ่งปันกับเพื่อนๆ ซะหน่อย ^ ^




ชื่อบทความ 10 Things "Google" has found to be true ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริหารของ Google เขียนไว้เมื่อ เกือบ 10 ปีก่อน ครับผม :>

1. ยึดผู้ใช้เป็นหลักแล้วอย่างอื่นจะตามมาเอง

2. ทำอะไรอย่างเดียวให้ดีจริงๆ นั่นแหละดีที่สุด

3. เร็วดีกว่าช้า (อืมจริงแฮะ แต่ของบางอย่างก็ช้าดีกว่านะครับ เช่น จะรักใครสักคน นั่นนอกเรื่อง :P)

4. ประชาธิปไตยบทอินเตอร์เน็ตนั้นได้ผลดี (สงสัยผู้บริหารจะไม่ค่อยรู้จัก เว็บไซต์ของไทยอันโด่งดังเช่น pan... redsi.. manag...นะครับ อิอิ แซวการเมืองหน่อยละกันนะ)

5. ไม่จำเป็นว่าคุณต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะจึงจะต้องการคำตอบ (หลายคน search web โดยไม่รู้ตัว เชื่อมะ ผมบางทีก็เป็นหนึ่งในนั้นนะ สงสัยก็หาคำตอบซะ)

6. คุณสามารถหาเงินได้โดยไม่ต้องทำสิ่งไม่ดี (แปลกแต่จริงครับ ผมเห็นด้วย ไม่งั้น Google คงไม่รอด ยุค Dot com Bubble มาได้หรอกครับ)

7. ข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ

8. ผู้คนในทุกแห่งหนต้องการข้อมูลเหมือนกัน (เวลาลงทุน คุณต้องการข้อมูลเหมือนกัน แต่มากน้อยก็อีกเรื่องนะครับ)

9. เอาจริงเอาจังได้โดยไม่ต้องใส่สูท

10. ถึงจะดีมากก็ยังดีไม่พอ (มิน่า พี่แกอัพเดทบ่อย จิ๊งงงงงงงง)

จริงๆ ทุกข้อจะมีส่วนอธิบายนะครับ ^ ^ แต่ผมก็ไม่ไหวหรอกจะให้แกะมาทุกคำ ถ้าสนใจก็อ่านได้ใน Aday BULLETIN เล่มวันที่ 2 - 8 กันยายนครับ ส่วนตัวผมขอไปอ่านใน iPad ซะหน่อยฮะ เสียตังค์ถอยมา T T คุ้มค่า แต่หมดตัวเหมือนกัน แงๆ

ปล. จริงๆ มีโปรเจคจะเขียนถึงหุ้น Google มาซักพักแหละ แต่ข้อมูลไม่ครบเท่าไหร่ (ขี้เกียจแต่ไม่กล้าบอกตรงๆ :P ก็เลยขอติดเรื่องบริษัท GOOGLE ไว้ก่อนนะครับ ส่วนใครติดหุ้น ก็.... ตัวใครตัวมันฮะ ช่วงนี้ อิอิ)
ปลล. ลุ้นเด้งรีบาวนด์ได้ครับ อุ๊บส์!!

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

นักวิเคราะห์สมคบคิด

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้อัพเดท Facebook หรือ Blog เลยครับ ไม่ว่างจริงๆฮะ ต้องตั้งใจดู แมนฯยูฯ อิอิ
ไม่ใช่แหละ จริงๆ ก็แอบทำ project เล็กๆน้อยๆ (อีกแหละ)

อ่านหนังสือพิมพ์น้อยลงเหมือนกันครับช่วงนี้ ก็พยายามแหละ แต่มันไม่ได้จริงๆ ก็เลยอาศัยฟังให้มากขึ้น แล้วก็ไปเจอบทความอันนึงที่เขียนถึง นักวิเคราะห์ โบรกต่างชาติแห่งหนึ่ง บอกไม่ได้นะว่า ใคร อิอิ
มาจาก หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น ฉบับวันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม 2554 ครับ เขียนโดยคุณ วิษณะ โชลิตกุล
ชื่อบทความ "พลวัต ปี 2011"

นักวิเคราะห์สมคบคิด !!!!
นักวิเคราะห์หุ้นมีบุคลิกภาพแตกต่างกัน แม้ว่าสำนักคิดจะค่อนข้างคล้ายคลึงกัน โดยทั่วไปแล้ว มีคนแบ่งความถนัดของนักวิเคราะห์หุ้นหรือตลาดเก็งกำไรออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1. พวกมองโลกในแง่ร้าย ถนัดแนะให้ขาย เห็นอะไรก็สงสัยในทางร้ายไว้ก่อน ข้อดีของคนเหล่านี้คือ ทำให้คนไม่เชื่อผู้บริหารหรือไม่หลงใหลไปกับการวิ่งของราคาหุ้นที่ผิดปกติ ทั้งหลาย แต่ข้อเสียคือ ชวนให้โลกเศร้าหมองมากกว่าปกติ
2. พวกถนัดแนะซื้อ เห็นอะไรก็ดีไปหมด มองโลกสดใสเสมอ ขนาดหุ้นเข้าเขตซื้อมากเกินไป ยังแนะนำให้ซื้ออีกก็ยังมี บอกว่ามีสตอรี่รออยู่เพียบ
3. นักวิเคราะห์โหนกระแส ไม้หลักปักเลน แต่ชอบอ้างว่าเป็นนักวิเคราะห์อิสระ แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง บางคนก็มีนิสัยประเภทขวางโลก  

นักวิเคราะห์ที่ไม่เข้าข่ายสามประเภทข้างต้น เป็นกลุ่มคนที่ชวนให้ตั้งคำถามเสมอ 
นักวิเคราะห์หุ้นคนหนึ่ง เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แนะนำให้ซื้อหุ้นตัวหนึ่งซึ่งมีราคาแพง บอกว่าราคาที่เป็นอยู่นั้น ยังต่ำเกินพื้นฐาน เพราะว่า จะเข้าไปซื้อกิจการต่างๆ อีกเพียบเพราะมีเงินสดในมือมากเหลือเกิน แต่พอมาถึงกลางปีคล้อยไปนิดเดียว กลับแนะนำว่า ต้องขายหุ้นตัวนี้ทิ้งไปเสีย เพราะที่ไปซื้อกิจการมานั้น ไม่เอาไหนเลย อนาคตไม่สดใสเอาเสียเลย แถมยังบอกว่า ราคาที่เป็นอยู่ที่ลงมาระเนระนาดยังแพงเกินไป ต้องมีถูกกว่านี้อีก 
ความไม่แน่นอนของการวิเคราะห์เช่นนี้ ถามว่า มันเป็นเพราะคุณภาพเลวของนักวิเคราะห์เองที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือเพราะเจตนาแฝงเร้นของนักวิเคราะห์ในแต่ละช่วงเวลา


คำตอบอาจจะเป็นทั้งสองอย่าง หรือไม่เป็นทั้งสองอย่าง สิ่งที่ต้องพิจารณามากไปกว่าเรื่องของนักวิเคราะห์คนนั้นก็คือ ทำไมมีคนบางคนเชื่อคำพูดของคนเช่นนี้


คำตอบอยู่ที่เป้าหมายของผู้รับข้อมูลข่าวสารว่ามีคุณภาพแค่ไหนเป็นสำคัญ


นั่นทำให้ปรากฏการณ์เช่นนี้ เป็นประเด็นทำนองเดียวกันกับทฤษฎีสมคบคิดธรรมดานั่นเอง
เวลาพูดถึงทฤษฎีสมคบคิด เรามักจะคิดไปไกลว่า มันจะต้องเกิดขึ้นจากมีคนร่วมมือกันหลายคน แต่ข้อเท็จจริงก็คือ มันเกิดจากการสร้างชุดความคิดที่กลับเหตุเป็นผล ผลเป็นเหตุเป็นสำคัญ และทำให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารคิดตามไม่ทัน เพราะมีความรู้พื้นฐานที่เบี่ยงเบนจากมาตรฐานทางปัญญา
          กรรมวิธีการใช้ทฤษฎีสมคบคิด เกี่ยวข้องกับการสร้างหลักฐาน สร้างเหตุผล สร้างพยาน ทั้งด้านเอกสาร ด้านบุคคล ด้านสถานที่ จากนั้นก็นำมาผสมผสานกับจินตนาการของตน แล้วร้อยเรียงผูกเรื่องราวและเหตุผลหลักฐานต่างๆ  เข้าด้วยกัน ให้สอดคล้องสมเหตุสมผลให้น่าเชื่อถือมากที่สุด ใช้ระยะเวลาและกระบวนการในการปล่อยข่าว การลือ การโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อล้างสมอง จนถึงเวลาที่เหมาะสม


สิ่งที่พึงพิจารณาก็คือ ทฤษฎีสมคบคิดนั้นล้วนไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระ แต่มีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นอื่นๆ เพื่อให้ประโยชน์/ให้โทษต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลหนึ่งใด หรืออธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
            การใช้เหตุผลแบบกลับหัวเป็นเท้าของทฤษฎีสมคบคิด มีเป้าหมายหวังว่าผู้ที่รับข่าวสาร หรือรับรู้เรื่องราวนั้น จะใช้ข้อมูลที่ได้รับเป็นปัจจัยในการตัดสินใจที่จะดำเนินกิจกรรมทั้งด้าน ส่วนตัว ด้านสังคม องค์กรต่างๆ  รวมถึงการกำหนดทิศทางนโยบายของประเทศ และทิศทางของโลก มาเข้าทางหรือเข้าสู่แนวทางที่พวกเขาต้องการ เพื่อผลประโยชน์ในการหักล้างความน่าเชื่อถือของทฤษฎีเดิมหรือความเชื่อทาง จารีต  ค่าโง่ที่ผู้รับข่าวสารจ่ายให้กับผู้สร้างทฤษฎีสมคบคิด จึงเป็นค่าโง่ที่ไม่อาจจะโทษใครเขาอื่นได้ ต้องโทษตัวเราเองที่เชื่อเขา ไม่ตรวจสอบ ไม่ศึกษาปรึกษาพิจารณาให้ถ้วนถี่ ไร้เดียงสากับคนบางกลุ่มมากเกินขนาด
            ทฤษฎีสมคบคิดนั้น ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย ข้อดีก็มีอยู่บ้าง เพราะผลลัพธ์ของขบวนการที่ใช้ทฤษฎีสมคบคิดกันมากมาย ทำให้คนเราสามารถแบ่งแยกผู้คนบนโลกออกเป็นสองฝ่ายในด้านของข้อมูลข่าวสาร ฝ่ายแรกเชื่อว่าเป็นจริง อีกฝ่ายไม่เชื่อ นั่นไม่ใช่ความจริง
ถ้านักลงทุนทั้งหลาย เข้าใจคำพูดของวอร์เรน บัฟเฟตต์ที่ว่า ในตลาดหุ้นนั้นมีพฤติกรรมประหลาดกว่าตลาดอื่น เพราะคนรวย (นักลงทุนทั้งหลาย) พากันไปอ้อนวอนหรือเชื่อถือยาจก (นักวิเคราะห์) ด้วยมายาคติว่า พวกยาจกจะทำให้เขารวยขึ้นกว่าเดิม นักลงทุนก็จะเข้าใจดีว่า บนข้ออ้างในเรื่องความเที่ยงธรรมของนักวิเคราะห์นั้น ได้มีทางออกหรือข้อป้องกันให้กับพวกเขาเองเอาไว้ล่วงหน้าเสมอ


ปัญหาเรื่องทฤษฎีสมคบคิดของนักวิเคราะห์ที่ไม่น่าเชื่อถือก็จะไม่เกิดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นกรณีการทุบหุ้น BANPU และเครือ PTT ทั้งหมดอย่างไร้ความน่าเชื่อถือ
หรือแม้กระทั่งเรื่องวิวาทะเกี่ยวกับการสอบสวนคดีเมลสื่อรับเงินพรรคการ เมืองที่ตาลปัตรกลายเป็นกระบวนการป้ายสีพวกที่ตนไม่ชอบในนามของคุณธรรมทุศีล ที่กำลังอื้อฉาวในวงการสื่อยามนี้
 เครดิตกันอีกที หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น 29 สิงหาคม 2554 :พลวัตปี 2011 นักวิเคราะห์สมคบคิด

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Poker's View Point :)

ใครเคยเล่น Poker บ้างครับ??? :>
วันนี้ผมแอบเล่น poker ในชั่วโมงงานครับ 555 จริงๆแอบเล่นมา อาทิตย์กว่าแล้วครับ แต่พอดีว่าเพิ่งจะปล่อยไพ่วันนี้ครับ :)




จริงๆก็คือเรื่องหุ้นแหละครับ เคยคิดมั้ยครับว่าถ้าเรารู้ไพ่คนอื่นก็คงดีนะ ซึ่งในโลกของการพนัน คงเป็นไปไม่ได้เพราะคงโดนเพื่อนร่วมวง ฆ่าตาย ใช่มั้ยครับ อิอิ

แต่ในโลกของการลงทุนทำได้ครับ ทำยังไงล่ะ? ถ้าพูดง่ายๆ ก็คือดูว่าวันไหน Volume ของหุ้นตัวนั้นปูดขึ้นมา ก็เป็นไปได้ครับที่เจ้า (ตายแหละ เล่นหุ้นก็มีเจ้า) จะเข้าไปเก็บหุ้นของตัวเองครับ ซึ่งถ้าเราสามารถตาม volume ของหุ้นได้เก่งๆ (ถ้าเป็น น้องเม่าแนะนำให้ ตามพวก Most Active Volume) ก็จะพบว่าที่จริงแล้ว เรื่องเจ้ามือนี่ดูง่ายนิดเดียวจริงๆ แล้วเก็บตัวเลขเหล่านี้ไว้ในใจ แล้วชูมือขึ้นมา 2 นิ้ว เอ๊ย!!!!

แล้วก็พยายามแกะรอยต่อไปว่าพฤติกรรมเค้าเป็นยังไง ซื้อ-ขาย เวลาไหน เชื่อมั้ยครับว่าหุ้นทุกตัวมีเวลาในการซื้อขายของมัน!!! แน่นอนครับว่าอาจจะไม่ตรงกันทุกวัน แต่บางทีผมก็รู้ว่า หุ้นตัวนี้ถ้าเลยเวลานี้ไปแล้ว มันก็หมดรอบของมัน (ระหว่างวัน) แล้วครับ

ไว้ถ้าคิดอะไรออกจะเอามาอธิบายเพิ่มเติมครับ :)

ปล. แปลกแต่จริงนะครับ เล่นหุ้น แต่ได้ดูไพ่ชาวบ้าน เนี่ยยยยยยยยย สรุปการพนันหรือการลงทุนหว่าาาาาา อิอิ แต่วันนี้หน้าบานเยย ขายเย้ยเจ้าได้ อิอิ

คำเตือน! การเล่นหุ้น(ปั่น)มีความเสี่ยง นักลงทุน(ที่รักความเสี่ยง) ควรให้ความสนใจกับข้อมูลต่างๆ ให้มาก ไม่งั้นจะติด ด อ ย ได้นะ จ๊ะ อิอิ

วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

EARNINGS !!!!

เอามาวางๆ ไว้ก่อนนะครับ แล้วจะอัพเดทให้อีกทีนึงครับ


คาดการณ์บริษัทจดทะเบียน จะประกาศผลประกอบการออกมา
DateStockNet Profit
Full Year 2011
Net Profit
Q2 2011 
26-ก.ค.TPC                               2,154                           803
27-ก.ค.SCC                              35,202                        7,516
28-ก.ค.BIGC                               3,595                           607
28-ก.ค.PTTEP                              46,625                      11,969
29-ก.ค.IRPC                              10,838                        2,324
29-ก.ค.PTTCH                              21,902                        6,234
29-ก.ค.PTTAR                                2,774                     14,989
29-ก.ค.BLS                                   469                          109
1-ส.ค.TTW                               2,207                           531
4-ส.ค.LPN                               1,925                           550
4-ส.ค.ADVANC                              23,845                        5,979
5-ส.ค.TUF                               4,076                        1,135

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

10 Highest Grossing Superhero Movie Franchises

    บทความนี้ขอเว้นวรรคและพักสมอง เสียน้อยครับ วันหยุดทั้งที จริงๆแล้ววันหยุดผมชอบไปดูหนังนะครับ แต่พอมาทำงานด้านการลงทุนด้านหลักทรัพย์ แล้วก็เริ่มห่างเหินจากโรงภาพยนตร์เหลือเกิน (หลังจากขายหมู หุ้น MAJOR ไป T_T) ภาพยนตร์ที่ชอบๆ ก็มีหลายแนวครับ เช่นแนว Comedy, Action Sci-Fi ครับ แต่บทความนี้ขอนำ ภาพยนตร์แนว SuperHero มานำเสนอละกันนะครับ คัดเน้นๆ มา 10 เรื่อง (เพราะเรื่องที่ 11 ไม่มีข้อมูลฮะ - -")
ภาพยนตร์แนว Superhero ภาคต่อที่สร้างรายได้เป็นจำนวนมากให้กับผู้จัด ถ้าในเมืองไทยก็คงไม่มีใครเกิน บ้านทรายทอง, นางนาค (อิอิ)  ต้องอินทรีแดง ซิ เมพเหลือเกิน เมพขิงๆ เยย หุหุ แต่ตอนนี้ขอแนะนำไปทีหนังที่ออกฉายใน Hollywood ที่สร้างรายได้และชื่อเสียง (และชื่อเสีย) ให้กับผู้จัดนะครับ โดยภาพยนตร์หลายเรื่อง เมื่อเห็นก็ต้องร้องอ๋อ (ใครวะ) เพราะดัดแปลงมาจาก วิดีโอเกม และ หนังสือการ์ตูน ชื่อดัง แล้วนำมาฉายสู่ จอใหญ่นั่นเองครับ
ข้อมูลเอามาจาก BoxOfficeMojo.com, เว็บไซต์ลูกของ IMDB ครับ และสรรหามาจาก www.CNBC.com ครับ และให้เสียง (พิมพ์) เป็นภาษาไทยโดย Bankiez เองครับ อิอิ
ปล. ส่วนใหญ่หนังแนว Superhero ที่ปรากฎนี้จะมาจากค่าย Marvel นะครับ ของเขาแรงจริง หุหุ (รายได้ขอแสดงเป็น US$ ตามเว็บที่เก็บข้อมูลนะครับ ถ้าใครอยากรู้ราคาเป็นไทยก็เอา 30.53 บาท ราคา ณ วันที่ 21 มิ.ย. 54 คูณเอานะครับ อิอิ)
 
10. Hellboy                                                                                          Total: $135.6 million

ฮีโร่พันธุ์นรก (ถ้าแปลชื่อหนังเป็นไทยก็คือ เด็กนรก O_o แปลง่ายเชียว) ออกฉายมาแล้ว 2 ภาค สร้างรายได้ให้กับผู้สร้างซะตัวอ้วน (แดง) ได้ดีทีเดียวครับ เป็นบทละครจากค่าย Dark Horse Comics นั่นเองครับผม 
(อย่าถามผมนะว่าคือ ค่ายอะไร เพราะผมก็มะรู้จักเหมือนกัน ><)
ปล. ขอบอกความโง่ของ Blogger นิดนึงครับ เคยนึกว่าเรื่องนี้ชื่อ Hell Blue Boy น้ำเชื่อมลอยมาเชียว -0-
Hellboy II: The Golden Army (7/11/08): $75.9 million
Hellboy (4/2/04): $59.6 million 

9. Blade                                                                       Total: $204.9 million
 
นักล่าพันธุ์อมตะ ถ้าใครทันดูจะหลงรัก แวมไพร์หนุ่มรูปงามนามว่า Edward (นั่นมันเรื่อง twilight แล้ว) ครับ ใครติดใจในลีลาควงดาบเท่ๆ ค่อยตามล่าอสูรกาย ของ Blade ชื่อเดียวกับชื่อหนังฮะ ช่างคิดเหลือเกินนะคนสร้าง! เดี๋ยวให้มาอยู่เมืองไทยซะนี่จะได้รู้ว่า ชื่อภาพยนตร์ของไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก หุหุ  อ๋อ หนังเรื่องนี้มาจากบทการ์ตูนของ Marvel นะครับ
ปล เป็นที่น่าแปลกใจนะครับที่ ภาค 2 สร้างกำไรได้มากกว่าภาคแรกอีก (แสดงว่า มันน่าจะสนุกขึ้น) แต่ภาคสุดท้ายกับรายได้น้อยสุด เอ่อ จะว่าไงดีหว่า สรุปมันสนุกขึ้นมั้ยเนี่ย
Blade II (3/22/02): $82.4 million
Blade (8/21/98): $70.1 million
Blade: Trinity (12/8/04): $52.4 million 


8. Teenage Mutant Ninja Turtles                          Total: $256.2 million
 
นินจาเต่า นั่นเองครับ มีหลายตัวเหลือเกิน เคยสงสัยนะครับว่า ถ้าผ้าคาดสีมันหายเนี่ย พวกเดียวกันเองจะจำกันได้มั้ยว่าใครชื่ออะไร - -“  พี่นินจาเต่าเราสร้างมาแล้ว 3 ภาคครับผม (ตั้งแต่ Blogger ยังไม่เกิดเยย :p ทำตัวแอ๊บเด็ก อิอิ)
ผลงานการสร้างโดย  Mirage Studios
Teenage Mutant Ninja Turtles (3/30/90): $135.2 million
Teenage Mutant Ninja Turtles II (3/22/91): $78.7 million
Teenage Mutant Ninja Turtles III (3/19/93): $42.3 million

 
7. The Hulk                                                                     Total: $266.9 million
Hulk นะค่ะ คนดีของฉัน :> อิอิ ถ้าโดน Hulk มีหวังคง ดั้งหักอ่ะครับ อย่าไปทำพี่เขียวเราโกรธ เลยจะดีกว่า หุหุ แต่มาดูรายได้ของทั้ง 2 ภาคก็ไม่ต่างกันมากนะครับ (ถ้าไม่เอา การ compound interest + inflation + convert exchange เริ่มเป็น Finance เข้ากับ Blog ขึ้นเรื่อยๆ อิอิ)
ผลงานการสร้างก็โดย เฮีย Marvel เจ้าเก่านะครับผม


 
The Incredible Hulk (6/13/08): $134.8 million Hulk (6/20/03): $132.2 million 



6. Fantastic Four                                                        Total: $286.6 million
เรื่องราวของ 4 อรหันต์ นั่นเอง อิอิ ต้องขอบอกว่า ผมเองก็จำไม่ได้แล้วว่าได้ดูภาค 2 รึเปล่า - -'' เหมือนจะได้ดูแต่ก็ไม่ค่อยคุ้นแฮะ ใครจะว่ายังไงไม่รู้นะครับ แต่ถ้าได้เป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นมนุษย์ยาง แล้วยืดได้ นี่ก่อน.... อิอิ เหมือน....... ลูฟี่ จากการ์ตูนเรื่องวันพีช ไงครับ (อย่าคิดเยอะๆ) ด้วยพลังพิเศษของ SuperHero แต่ละตัวก็เป็นที่น่าสังเกตนะครับ ว่าทำไม มันถึงได้เท่อย่างนี้ สร้างมา 2 ภาค ผลตอบรับได้ด้านรายได้ก็ถือว่าดีนะครับ (เกิน 100 ล้าน ทั้ง 2 เรื่องเลย) แน่นอนครับ
ค่าย Marvel ส่งเข้าประกวดเช่นเคยฮะ


Fantastic Four (7/8/05): $154.6million
Fantastic Four: Silver Surfer (6/15/07): $132 million




5. Superman                                              Total: $518.1 million

พ่อหนุ่ม Clark kent ที่มาจากดาวอันไกลโพ้น ต้องมาแปลงร่างเป็น Superhero จากตู้โทรศัพท์ พร้อมทั้งบอกให้คนทั่วโลกรู้หมดเยย ว่าใส่ กางเกงใน สีอะไร >//< แหมพี่ สุดยอดจริงๆ Blogger ก็ชอบ Superhero ตัวนี้ตั้งแต่เด็กแล้วฮะ พร้อมทั้งได้ สัจจธรรมในชีวิตว่า ต่อให้ชนะ คนทั่วโลกแต่ก็แพ้ให้กับเธอ เอ๊ย แพ้ให้กับแร่ ที่ชื่อ "Kryptonite" แนวดีพี่ อิอิ
ปล. Superman ถ้าใครที่เป็นแฟนติดตาม หรือได้ยินเรื่องเล่าก็จะรู้ว่า เป็นหนังต้องคำสาป เรื่องนึงเลยทีเดียว เพราะแม้จะมีชื่อเสียงเยอะ แต่ หาคนที่จะมาแสดงเป็น Superman ได้ยาก (ลือว่า เพราะนักเขียนการ์ตูน สาปแช่งไว้ ไม่รู้ว่าเผาพริกเผาเกลือ ประกอบพิธีกรรมด้วยรึเปล่านะครับ อิอิ)
Top Performing Films:
Superman Returns (6/28/06): $200.1 million
Superman (12/15/78): $134.2 million
Superman II (6/19/81): $108.1 million


Characters owned by DC Comics


4. Iron Man                                                     otal: $630,845,432 


ใครชอบ Robert Downey Jr. ขอให้ยกมือขึ้น \^o^/ นอกเรื่องฮะ นอกจาก Iron Man แล้ว Sherlock Holmes ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมชอบเหมือนกัน (แม้จะไม่เหมือนในวรรณกรรมของ Conan Doyle เลยก็ตาม อิอิ) Iron Man เป็นภาพยนตร์ของ Marvel อีกแล้วนะครับ และเป็นเรื่องที่ขายดีซะด้วยซิ 2 ภาค ภาคละ 300 ล้านเหรียญ ถือว่าใช้ได้เลยครับ (แค่นี้ก็ รวยเละแล้วววววว)

Top Performing Films:
Iron Man (5/2/08): $318.4 million
Iron Man 2 (5/7/10): $312.4 million



 



3. X-Men          Total $786.4 million(ไม่รวม X-Men:Original ภาคใหม่สุดนะครับ)

ก็อยากบอกว่าเป็นหนังที่สร้างค่อนข้างถี่เหลือเกินครับ หลังจากไปสร้างเป็นการ์ตูน หรือเป็นละครฉายทางเวทีซะนานเชียว ในที่สุดก็หาจุดลงตัว (ก็ในจอเงินไง อิอิ)

ทำไมช่วงหลังๆผมว่ามันสนุกน้อยลงนะ - -" หรือคิดไปเองหว่า????

อ๋อ เรื่องนี้ก็ยังมาจากค่าย Marvel เหมือนเดิมครับ
Top Performing Films: X-Men: The Last Stand (5/26/06): $234.4 million
X2: X-Men United (5/2/03): $214.9 million
X-Men Origins: Wolverine (5/1/09): $179.8 million

Characters owned by Marvel




 
2. Spider-Man                     Total: $1.11 billion
ไอ้แมงมุม คือชื่อไทยของหนังเรื่องนี้ครับ ถ้าเป็น Spider-Woman คงจะเป็น อีแมงมุม มั้งครับ โฮะๆ หนังเรื่องนี้ในความคิดผม ผมว่าหลายๆคนคิดว่าเป็นที่ 1 แน่ๆเลย แต่ก็......ผิดนิสนุงนะ หุหุ เสียใจด้วยครับที่ผิดหวังกันไป แต่ถ้าดูรายได้ของแต่ละภาคแล้วก็ขอบอกว่าค่อนข้างจะคงตัว แปลว่า!!! โตแบบ growth คงตัวนะครับ อิอิ (แต่จริงๆ ก็โตน้อยลงๆ สงสัยพ่อปาร์คเกอร์เราจะหมดความน่าเร้าใจไปเสียหน่อย อิอิ)
แต่ผมว่าคงถูกใจใครหลายคนนะครับ กลางวันเป็นนักข่าว กลางคืนเป็นกระสือ เอ๊ย เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ แต่บางทีพี่แกตอนกลางวันก็เป็นนี่หน่า 555 เอาเถอะ ยังไงก็อยากดูภาคต่อ นะครับบบบบ มาเร็วๆ

Top Performing Films:
Spider-Man (5/3/02): $403.7 million
Spider-Man 2 (6/30/04): $373.6 million
Spider-Man 3 (5/4/07): $336.5 million

Characters owned by Marvel

และแล้วก็ถึงอันดับที่...... 1
จะเป็นเรื่องอะไรไปไม่ได้

นอกจาก

เรื่อง

เรื่อง

เรื่อง

BATMAN                                   Total: $1.45 billion


ดึงไปได้หลายย่อหน้าเลย อิอิ ก็อยากบอกว่า สะใจผมดี ส่วนตัวก็ไม่ได้เกลียดการดูหนังจากค่าย Marvel นะครับ เพียงแต่อยากให้ DC Comic ชนะก็แค่นั้นแหละ (อ้าว!!!) คือ ชอบ มนุษย์ค้างคาวอ่ะครับ อิอิ
จริงๆ กว่าจะรักก็ปาเข้าไป ภาค 3 ครับ หรือก็คือ ภาค The Dark Knight นั่นเองครับ หลายคนอาจจะติดใจในหนังของ Christopher Nolan นะครับ ผมก็คนนึงละ โดยเฉพาะ The Dark Knight สุดยอดจริงๆ ครับ


สร้างออกมาได้ลงตัวเหลือเกิน ไม่เค็มและไม่เลี่ยนจนเกินไป
พิมพ์แล้วก็คิดถึง Heath ledger จังเลยครับ เหมาะสมกับการแสดงเป็น Joker ด้วยประการทั้งปวงครับ ว่าแล้วก็ขอ RIP กับสุดยอด Joker แห่งโลกมายาครับ (และขอจบการนำเสนอ อันแสนยาวนาน ครับ ขอบคุณที่ทนอ่าน บทความนี้ครับ คนเขียนก็ขี้เกียจทำเสียเหลือเกิน - -")  


Top Performing Films:
The Dark Knight (7/18/08): $533.3 million
Batman (6/23/89): $251.2 million
Batman Begins (6/15/05): $205.3 million


Owned by DC Comics