แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าเอาจากข่าว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าเอาจากข่าว แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

กลยุทธ์ดันโด (Dhando Investor) [Low Risk – Hi Return]

เขียนบทความ ณ วันหยุดของเดือนแห่งความรักซะหน่อย ใครมีคู่ก็ขอให้สุขสันต์กับเดือนพิเศษ และเป็นปีพิเศษเสียด้วย เพราะปีนี้เป็นปีที่มี 366 วันหรือปีอธิกสุรทินนั่นเองครับ ใครเกิดวันที่ 29 กุมภาฯ ก็ได้ฉลองตรงวันกับเขา บ้างแล้วนะครับ :D  ส่วนใครที่ยังไม่มีคู่ ก็ขอให้มีเสียทีนะครับ ถ้าต้องการ :) :)


เข้าเรื่องการลงทุนบ้าง หลายคนอาจจะอยากเป็นนักลงทุนแบบ VI (Value Investor) แต่ไม่รู้จะทำยังไง?
อ่านหนังสือของลุงเบนจามิน เกรแฮม (บิดาแห่ง VI) ก็ไม่ค่อยเข้าใจ เพราะมันเป็นแบบแนวตะวันตก จริงๆต้องบอกว่าเอเชียก็มีคนคิดการลงทุนแนวนี้เหมือนกันครับ เพียงแต่จะได้ยินกันในชื่อ กลยุทธ์ดันโด (ลักษณะก็คือ จะลงทุนในธุรกิจที่ความเสี่ยงแทบไม่มี แต่ผลตอบแทนสูง หรือที่เรียกกันว่า การทำ Arbitrage นั่นเอง)
กลยุทธ์ดันโดย่อยง่ายๆให้อ่านกันได้ก็จะมีด้วยกัน 9 ข้อ ดังต่อไปนี้


1. ซื้อธุรกิจที่มีอยู่แล้--> ถ้าในยุคสมัยนี้ก็คือตลาดหุ้นนั่นเอง

2. ซื้อธุรกิจที่เรียบง่าย -->  ธุรกิจที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน คาดการณ์กระแสเงินสดในอนาคตได้อย่างใกล้เคียง

3. ซื้อธุรกิจที่กำลังมีปัญหา  --> แหล่งข้อมูลที่จะแจ้งเรื่องนี้ได้ว่าธุรกิจไหนกำลังมีปัญหาก็คือ “หนังสือพิมพ์” แต่ ณ โลกยุคปัจจุบันนี้ ตาม Website ที่รวมข่าวต่างๆ ก็มีความน่าสนใจมากขึ้น (แต่ต้องกรองที่มาให้ดีด้วยเช่นกัน)

4. ซื้อธุรกิจที่มีความได้เปรียบ  --> “ลงทุนในธุรกิจที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันอันยั่งยืน”  --> โดยต้องดูที่ “งบการเงิน”
                 *  ความได้เปรียบเชิงแข่งขันแบบถาวรไม่มีจริง * เพราะจากการสำรวจวงจรชีวิตบริษัทนั่นจะอยู่ได้เพียงแค่ 40 – 50 ปี ที่มา: Fortune 500
            ด้วยเหตุนี้การคำนวณกระแสเงินสดคิดลดจึงไม่ควรที่จะนานเกิน 10 ปีนั่นเอง

5. เดิมพันหนักๆ เมื่อมีแต้มต่อ  -->  บางครั้งราคาหุ้นที่เราเจออาจะจะไม่ถึงครึ่งของ Fair Price ดังนั้น ถ้าคำนวณมูลค่าแท้จริงสูงกว่ามูลค่าตลาดมากๆ ก็มีโอกาสที่จะทำกำไรได้แน่นอน
                * การลงทุนบางคราวก็คล้ายการเดิมพัน มันเป็นเรื่องของความน่าจะเป็น มองหาโอกาสลงทุนที่มีราคาผิดพลาด และลงทุนหนักๆ เมื่อมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง จะเป็นบัตรผ่านไปสู่ความมั่งคั่งแน่นอน*

6. หาโอกาสทำ Arbitrage (หุ้นบางตัวอาจจะมีการซื้อขายมากกว่า 1 ที่ ถ้าเราสามารถทำการซื้อขาย ณ ต่างประเทศได้ เราก็มีโอกาสที่จะทำกำไรได้เช่นกัน :) :) )

7. ซื้อราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าแท้จริง กฎง่ายๆ ที่ทำได้ยากเสมอ ความยากของมันอยู่ที่คุณจะหามูลค่าแท้จริงได้อย่างไร ฉะนั้นทางที่ดีแล้วพยายามหาหุ้นที่ราคาตลาด ถูกกว่ามูลค่าแท้จริงที่ประเมินขึ้นมา ให้ถูกกว่ามากๆๆๆ 

8. หาธุรกิจเสี่ยงต่ำ แต่ความไม่แน่นอนสูง ข้อนี้ต้องเท้าความก่อนว่าในตลาดหุ้นนั้นมีเรื่องธุรกิจและความไม่แน่นอนอยู่ 4 แบบ กล่าวคือ
                1. ความเสี่ยงสูง ความไม่แน่นอนต่ำ (ยกตัวอย่างก็เช่นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับภาครัฐ ธุรกิจมีความเสี่ยงสูง แต่การประมูลงานก็มีโอกาสได้งานที่ง่ายกว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้างเจ้าใหม่ๆ)
                2. ความเสี่ยงสูง ความไม่แน่นอนสูง (สุดยอดของความไม่น่าลงทุนเลย คงไม่มีใครสนใจธุรกิจแบบนี้นอกจากจะเป็นนักเก็งกำไร หรือนักพนันนั่นเอง)
                3. ความเสี่ยงต่ำ ความไม่แน่นอนต่ำ (ธุรกิจนี้ถ้าไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงจริงๆ เช่น Subprime ที่ผ่านมา เชื่อได้เลยว่าคนสนใจน้อยมาก เหตุเพราะถ้าวิเคราะห์ในเชิงบัญชีแล้ว ธุรกิจประเภทนี้จะมีการเทรดในค่า P/E ที่สูงมาก แปลว่าการ Trade แพงเกินไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในรอบ 4-5 ปีนี้ก็คือกลุ่มพาณิชย์เช่น CPALL นั่นเอง )
            4. ความเสี่ยงต่ำ ความไม่แน่นอนสูง ดังที่ได้กล่าวไว้ว่า ธุรกิจประเภทนี้ด้วยโครงสร้างของบริษัทแล้วความเสี่ยงถือว่าต่ำมาก ธุรกิจมีความมั่นคงสูง แต่ด้วยสภาพแวดล้อม หรือด้วยเรื่อง Timing ก็แล้วแต่ทำให้มีช่วงเวลาที่ราคาหุ้น ขาดการเหลียวแล เผชิญแรงเทขายออกมาตามตลาดที่ร่วงลง ตัวอย่างเช่น SCC PTT PTTGC(ก่อนควบรวมกิจการ) ใครจะเชื่อครับว่าจะสามารถซื้อ PTT SCC ที่ราคาต่ำกว่า 300 บาทได้ในช่วงที่ S&P ออกมา Downgrade US Bond แปลกแต่จริงครับ และสุดท้ายมันก็เด้งกลับขึ้นมาได้ แล้วถ้าจะไปได้อีกไกลเสียด้วย

9. เลียนแบบดีกว่าสร้างใหม่  ถ้าเทียบใกล้ๆตัวก็เรียกว่าทำตาม Model ที่น่าสนใจละกันครับ ถามว่าธุรกิจนี้ในโลกมีหรือ เลียนแบบเขาแล้วไม่โดนฟ้องเนี่ย ??
มีครับ นั่นก็คือธุรกิจ Franchise นั่นเอง ถ้าFranchise ไทยแท้ก็ขอยกตัวอย่างเช่น ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว ราดหน้าเอ็มไพร์ เจ้าต่างๆ ครับที่ดูน่าสนใจทีเดียว ถ้า Import เข้ามาก็เห็นจะเป็น Krispy Kreme ช่วงกระแสโดนัทแรงๆ นี่ท้ายแถวน่าจะยาวถึงวัดปทุมวนารามได้เลยนะครับ (ขอเว่อร์นิดนึง)


สุดท้ายต้องขอบคุณบทความจากหนังสือพิมพ์ Post today ประจำวันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่เป็นแหล่งที่มาสำหรับย่อหนังสือเล่มใหญ่โตมาให้พวกเราสามารถตั้งใจอ่านหนังสือเล่มนี้กันได้เพิ่มเติมครับ

วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555

ข่าวจากฝั่งยุโรป (ประชุมดาวอส)

ข่าวจาก งาน World Economic Forum เป็นไฮไลท์ที่น่าสนใจที่สุดของสัปดาห์ที่ผ่านมานี้

1. ผู้นำของ IMF ออกมากล่าวว่า โลกต้องผลักดันให้เกิดกำแพงในการแก้ปัญหาเรื่องยูโรโซน
                นาง คริสติน ลาการ์ด ได้กล่าวในวันเสาร์ว่าต้องรีบสร้างสถานการเงินที่เข้มแข็งเพื่อกันปัญหาจากเรื่องของยูโรโซน โดยย้ำว่าถ้าไม่เตรียมการมากจริงๆ จะแก้ปัญหาได้ไม่เพียงพอ ซึ่งผู้นำของ IMF ยังได้สนับสนุนรมว. Finance ของสหภาพอาณาจักรว่า IMF จะเร่งสนับสนุนการแก้ปัญหายูโรโซนซึ่งสิ่งแรกที่จะทำคือผลักดันบทบาทของผู้นำของยุโรปให้มากขึ้น โดยผู้นำบางท่านได้ตั้งขอสงสัยเกี่ยวกับความมั่นคงของค่าเงินยูโร โดยประเทศกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรปต้องการเห็นสมาชิกคนอื่นจ่ายเงินสมทบทุนให้ IMF (Stump Up = จ่ายเงินอย่างไม่เต็มใจ)
คำพูดที่น่าสนใจคือ “If it is big enough, it will not get used” Christine Lagarde MD IMF


2. In Davos, Europe Is Pressed for Debt Crisis Solution
                ผู้นำโลกกดดันให้ยุโรปทำการแก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมาโดยเฉพาะการใช้เงินช่วยเหลือแม้จะรู้ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยาก โดยเตือนว่าปัญหายูโรโซจะยังคงเป็นปัญหาที่คุกคามเศรษฐกิจโลกไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีความคิดเห็นจากนาย Motohisa Furukawa ผู้แทนฝั่งญี่ปุ่นว่า ยุโรปต้องแสดงเจตจำนงในการแก้ปัญหาให้มากกว่านี้ ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ประเทศที่พัฒนาแล้วก็คงไม่ต้องการจ่ายเงินสมทบทุนให้กับ IMF  ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า Firewall ที่ผู้ถึงนี้ก็น่าจะหายถึงการตั้ง ESM (European Stability Mechanism) ซึ่งจะมีเงินให้ประเทศต่างๆได้กู้ยืมถึง 500 billion euros ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนกรกฎาคมนี้ แทนกองทุนชั่วคราว โดยทางผู้นำของฟากยุโรปได้ออกมาพิจารณาที่จะเพิ่มเงินของกองทุนที่จะช่วยเหลือเพื่อไม่ให้ปัญหายุโรปคุกคามออกไป ซึ่งผู้นำความคิดนี้คือประเทศเยอรมัน
ในระยะสั้นนั้น ผู้นำชาติต่างๆสามารถวางใจได้ว่าจะมีเงินช่วยเหลือฉุกเฉินเพราะ ECB อัดฉีดเงินให้กับธนาคารพาณิชย์นั่นเอง ผู้นำกลุ่มยุโรปจับตาไปที่การเจรจาหาทางออกของปัญหาการล้มละลายของกรีซและดูเหมือนจะละเลยความอดทนของผู้จ่ายภาษีในการเพิ่มขอบเขตของการแก้ปัญหานี้

3. Sanctions to hit EU buyback firms: Iran oil chief
            ตัวแทนของบริษัทน้ำมันของอิหร่านออกมากล่าวในวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า “บริษัทต่างๆในยุโรปที่เป็นเจ้าของสัมปทานในประเทศอิหร่านอาจจะเสียสิทธ์ในการส่งออกน้ำมันไปยังกลุ่มสหภาพยุโรปในอาทิตย์หน้า” เนื่องจากรัฐสภาของอิหร่านกำลังตัดสินใจในวันอาทิตย์ว่าจะอุปทานการส่งออกน้ำมันไปยังกลุ่มสหภาพยุโรปในเร็ววันนี้เพื่อเป็นการตอบโต้ท่าทีของสมาชิกสหภาพยุโรปที่จะหยุดนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านในวันที่ 1 กรกฎาคมที่จะถึงนี้

4. Greece, creditors on verge of clinching debt deal
                ตัวแทนของกรีซและเจ้าหนี้ภาคเอกชนออกมากล่าวเมื่อวันเสาร์ว่าการตกลงกันใกล้จะเสร็จสิ้นแล้วโดยยังเหลือเรื่องที่ต้องตกลงกันเล็กน้อยและคาดว่าจะเสร็จสิ้นได้ในสัปดาห์หน้า โดยเนื้อหาสำคัญคือการเปิดเผยแผนการช่วยเหลือและหลีกเลี่ยงปัญหาการล้มละลายที่ควบคุมไม่ได้นั่นเอง โดยนาย Jean-Claude Juncker รมว.การเงินของยุโรปออกมากล่าวย้ำความมั่นใจว่า ทั้งสองฝั่งจะเสร็จสิ้นแผนการได้ทันเวลาที่ตกลงกันไว้ โดยทางฝั่งเจ้าหนี้ออกมาคาดการณ์ว่า ผู้ถือพันธบัตรจะยอมรับของตกลงของนาย Juncker ที่จะออกพันธบัตรฉบับใหม่ที่มีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่า 4 เปอร์เซ็นต์ได้ เพราะที่ผ่านมาเรื่องผลตอบแทนพันธบัตรเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการเจรจา ซึ่งรมว. ของกรีซก็ออกมาให้ความมั่นใจว่าสัปดาห์หน้าเรื่องการswap หนี้จะแล้วเสร็จได้ทัน
                Comment: ส่วนตัวคิดว่าเรื่องหนี้กรีซก็เป็นไปตามที่ทางทีมคาดการณ์แล้วว่า น่าจะแล้วเสร็จทันเส้นตายได้ โดยจะใช้วิธีการผลักหนี้ออกไปเรื่อยๆ แต่ที่น่าสังเกตคือ Credit rating ของประเทศกรีซนั้นจัดอยู่ในระดับ Junk Bond แต่การที่ขอดอกเบี้ยอยู่ที่ Rate 4% (เป็นอย่างมาก) นั้นก็ต้องมีประเทศอื่นใช้เรื่องกรีซเป็นต้นแบบในการเรื่องร้องขอประนอมหนี้ เช่น โปรตุเกส สเปน และอิตาลี เป็นต้น

5. Italy, Spain among EU Nations Downgraded by Fitch
            Fitch Ratings on Friday downgraded the sovereign credit ratings of Italy and Spain as well as Belgium, Cyprus, Slovenia, indicating there is a 1-in-2 chance of further downgrades in the next two years. In its statement,
            Fitch said these countries have near-term vulnerability to monetary and financial shocks.
            "Consequently, these sovereigns do not, in Fitch's view, accrue the full benefits of the euro's reserve currency status," Fitch said.



Fitch cut
Italy's rating to A- from A+
Spain to A from AA-
Belgium to AA from AA+
Slovenia to A from AA-
Cyprus to BBB- from BBB, leaving just one notch above junk status.
Ireland's rating of BBB+ was affirmed. (Maintain)

All of the ratings were given negative outlooks.

"Overall, today's rating actions balance the marked deterioration in the economic outlook with both the substantive policy initiatives at the national level to address macro-financial and fiscal imbalances, and the initial success of the ECB's three-year Long-Term Refinancing Operation in easing near-term sovereign and bank funding pressures," Fitch said.
Fitch's announcement follows a downgrade earlier this month by Standard & Poor's of nine euro zone countries, including Spain and Italy.

6. มุมมองของนายธนาคารจากธนาคารกลางตอบคำถามว่า ตอนนี้ Euro ยังน่าจะไปรอดได้
                คนที่ออกมากล่าวคือ Philipp Hildebrand ประธานธนาคารสวิสฯ ซึ่งจากการสำรวจธนาคารกลางต่างๆ จากสวิสฯ กลุ่มยูโรโซน อเมริกาเหนือและละตินอเมริกา ได้ว่า 21% ของผลสำรวจเชื่อว่าการใช้สกุลเงินเดียวกันของ 17 ชาติของยุโรปจะล้มใน 5 ปี แต่ก็มีถึง 35% ที่เชื่อว่าสกุลเงินยูโรจะยังคงใช้อยู่


วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

Happy New Year :D :D D:


ขอสวัสดีปีใหม่ย้อนหลังซักหน่อยนะครับ ปี 2555 ก็หวังว่าทุกคนจะได้หัวเราะกันเหมือนกับตัวเลขพุทธศักราชนะครับ บทความที่เอามาเผยแพร่กันอันนี้จะไม่เกี่ยวกับการเงินเสียบ้างนะครับ แต่จะขออิงกับเรื่องการตลาดบางดีกว่า J ผมนำบทความนี้มาจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจประจำวันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม 2555 ของดร. วิเลิศ ภูริวัชร ท่านอาจารย์ประจำคณะผมนะครับ (อิอิ) โดยท่านได้ยกเอาบทความจากแหล่งข้อมูลของ Top-ten New Years Resolutions ของปี 2012 ซึ่งได้ศึกษาว่าคนต่างๆ ตั้งเป้าหมายว่าจะทำอะไรกันบ้างในปีใหม่นี้ (ตั้งเป้ากันทุกปีเลยอ่ะ ฮ่าๆ)

อันดับ 10 Lose weight and Get Fit อยากลดน้ำหนัก อยากฟิตหุ่น ความปรารถนาของเกือบทุกคนเลยแหละครบ อยากเท่ อยากหุ่นดี (ผมก็คนนึงแหละ เอา Six Pack ของผมกลับมา!!!! ว่าแต่เคยมีตอนไหนหว่า??? 555)

อันดับ 9 Getting organized อยากเป็นคนที่มีวินัยมากขึ้น เพราะชีวิตช่างยุ่งเหยิงเสียเหลือเกิน ข้อนี้สงสัยต้องใช้เทคโนโลยีช่วยแก้ไข (อาจารย์ผม แสดงความคิดเห็นข้อนี้มา)

อันดับ 8 Spend less Save more อยากใช้จ่ายน้อยลงและประหยัดอดออมวางแผนทางการเงินได้มากขึ้น

อันดับ 7 Quit Smoking อยากจะเลิกสูบบุหรี่ ข้อนี้สงสัยต้องใช้กำลังใจอย่างมากเลยนะครับ เอาใจช่วยเพื่อนๆ ทุกคนที่สูบบุหรี่แล้วอยากเลิกนะครับ

อันดับ 6 Get out of Debt อยากเลิกเป็นหนี้ (การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ) สงสัยต้องใช้อันดับ 9 ช่วยด้วย

อันดับ 5 Quit the Job อยากลาออกจากงาน เพราะงานที่ทำอยู่ มีแต่ความซ้ำซากจำเจ ไม่มีอะไรดีขึ้น การแสวงหาสิ่งใหม่ ประสบการณ์ใหม่ เป็นความหวังของการทำให้ชีวิตคนเรามีสีสัน (ปล อันดับนี้ผมทำไปแล้วซะด้วยสิ ฮ่าๆ)

อันดับ 4 Spend More Time with Family and Friends ตั้งใจอยากมีช่วงเวลาให้กับเพื่อนและครอบครัวมากขึ้น

อันดับ 3 Helping Others with Their Dreams อันนี้คือผมจะเป็นคนดี ช่วยเหลือสังคมให้มากขึ้น ช่วยเหลือคนด้อยโอกาสเพื่อบรรลุฝัน (AF, The Star, Got Talent หรือจะเป็นนางสาวไทยดีเอ่ย??)

อันดับ 2 Fall in Love อยากจะตกหลุมรักใครสักคน <3 ดูเสมือนว่าคนในโลกต่างล้วนแสวงหาความรักเป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจให้กลับมามีความกระชุ่มกระชวยอีกครั้งหนึ่งก็เป็นความตั้งใจที่อยากจะได้รับความสุขทางใจมากขึ้น อันดับนี้ก็อยากให้เกิดให้ผมเหมือนกันนะครับ อิอิ

อันดับ 1 ที่คนอยากได้ และอยากให้เกิดขึ้นมากที่สุดเป็นเรื่องของ Enjoy Life to the Fullest คืออยากจะมีความสุขตามอัตภาพได้เต็มที่ เพราะทุกปีที่ผ่านไปหมายถึงว่าชีวิตที่มีอายุมากขึ้นทุกทีๆ การตั้งปณิธานว่าขอมีความสุขให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในทุกขณะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะสะท้อนถึงการใช้ชีวิตในปีที่ผ่านมาไม่ได้เต็มที่ ไม่ได้เป็นไปตามสิ่งที่ตนเองวาดฝันเอาไว้ การมุ่งมั่นที่ขอให้ตนเองมีความสุขในทุกขณะแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ชีวิตก้าวเดินต่อไป (แน่นอนครับสำคัญกว่าการตกหลุมรักใครสักคนอีก อิอิ)


นอกจากเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้วนั้น อาจารย์วิเลิศ ก็ได้ให้แนวทางการทำให้ปณิธานเกิดขึ้นจริงได้ไม่ใช่เพียงแค่ความฝัน ความหวังในเดือน 2 เดือนแรก เท่านั้น โดยแบ่งออกเป็น 4 ประการคือ

1. ระบุเป้าหมายชัด เป็นการระบุเป้าหมายให้แน่นอน อะไรคือสิ่งใดสำคัญในชีวิตก่อนหลัง ที่สำคัญต้องสามารถวัดได้และมีความชัดเจนในการกระทำ

2. วัดเล็กๆ แล้วไปใหญ่ เป้าหมายที่สามารถทำได้จริง อย่าเพ้อฝันให้เป็นเรื่องใหญ่ เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เป็นไปได้ก่อน

3. หาเป้าหมายใหม่ ที่ทดแทนของเก่า เช่น ถ้าต้องการเลิกบุหรี่ ก็ขอให้นึกกิจกรรมอื่นที่จะนำมาเป็นนิสัยทดแทน

4. ใจมองในแง่ดี หมายความว่า ปณิธานที่มุ่งมั่นต้องเป็นทางบวกเท่านั้น เช่นแทนที่จะคิดว่าต่อไปนี้ฉันจะไม่ไปสาย ควรจะเป็น จะไปให้ทันเวลาแทน

ที่มา Market is all around! :ดร. วิเลิศ ภูริวัชร
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ประจำวันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Dollar Carry Trade แผลงฤทธิ์ !!!!!

ไม่ได้เข้ามาเขียนบล็อกนานเลยครับ วันนี้ว่างๆ หน่อย เคลียร์งานได้ รอ K GOLD ETF ของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย นำ IPO เข้าตลาดเสียหน่อย อิอิ ต่อไปโบรกเกอร์อย่างผมจะได้เทรดทอง 96.5% ที่ราคาอ้างอิง Real-Time ใกล้เคียงทองตู้แดงกับเขาแล้วฮะ (ประชาสัมพันธ์ซะยาวเลย อิอิ)
วันนี้ก็ขอนำบทความที่ไปอ่านเจอมา โพสต์ให้เพื่อนๆบล็อกได้อ่านกันนะครับ
ปล. อยากจะเอาเรื่อง ตลาดหุ้น Panic ในแต่ละครั้งมาลงให้อ่านกันนะครับ แต่ไว้ผมเรียบเรียงความคิดที่ได้เจอในหัวก่อน ไม่งั้นงานก็ออกมาไม่ดี อิอิ 
-----------------------------------------------------------------------------------------
โลกาภิวัตน์ คือกระบวนการที่ประชากรของโลก ถูกหลอมรวมเป็นสังคมเดี่ยว(วิกิพีเดีย) มีการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงกันของระบบเศรษฐกิจ

การที่สินค้า บริการ แรงงาน เงินทุนและเทคโนโลยี สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระและรวดเร็ว นำมาซึ่งความสะดวกสบายมาให้ผู้คนทั่วทุกมุมโลก แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ผู้ที่รู้เท่าทันย่อมสามารถฉกฉวยจากประโยชน์จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ผู้ที่ล้าหลังอาจตกเป็นเหยื่อ ดั่งเหตุการณ์ที่หุ้นไทยถูกถล่มขายเมื่อเร็วๆ นี้ จากการปิดสถานะ Dollar Carry Trade ของนักลงทุนต่างชาติ

Dollar Carry Trade หมายถึง การกู้ยืมเงินสกุลดอลลาร์ดอกเบี้ยต่ำ แล้วนำไปแลกเป็นเงินสกุลอื่นเพื่อลงทุนต่อในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

การที่คนต่างชาติจะกู้จากธนาคารของประเทศเขา แล้วนำเงินดอลลาร์ที่ได้ มาแลกเป็นเงินบาทเพื่อซื้อหุ้น ซื้อพันธบัตรของไทย คงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดปกติแต่อย่างไร แต่ ที่ต้องถือว่าพิสดารคือการที่เขาสามารถใช้ช่องโหว่ของระบบโลกาภิวัตน์มาหาประโยชน์จำนวนมหาศาลให้กับตนเอง และทำได้อย่างง่ายดายนี่สิ คือ สิ่งที่เรากำลังสนใจ ซึ่งขออรรถาธิบายดังนี้

พวกเราคงทราบกันดีว่า เมื่อประเทศใดเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แนวทางการแก้ปัญหาของธนาคารกลาง คือ การลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อกดให้ดอกเบี้ยในประเทศต่ำลง เป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการและกระตุ้นให้ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยเพื่อให้เศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียน ส่วนระยะเวลาที่ใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ อาจต้องใช้เวลา 5-20 ปี แล้วแต่ความรุนแรงของปัญหาและฝีมือของรัฐบาลประเทศนั้นๆ

ช่องโหว่ที่เกิดขึ้น คือ ถ้านักลงทุนรายใหญ่รู้ว่า ผลตอบแทนการลงทุนของประเทศอื่นๆ อย่างเช่น เกาหลี สิงคโปร์ มาเลเซีย หรือไทย ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า เช่น หากลงทุนในพันธบัตรอาจให้ผลตอบแทนประมาณ 3-5% ลงทุนในหุ้นอาจให้ผลตอบแทน 20-50% แถมยังได้กำไรจากค่าเงินของประเทศที่เข้าไปลงทุนติดไม้ติดมือมาด้วย แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เขาจะฉวยโอกาสกู้เงินจากประเทศที่มีต้นทุนต่ำ นำไปลงทุนในประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าได้อย่างไร นี่คือ สิ่งที่นักลงทุนสถาบันการเงินใหญ่ๆ ในโลกเขาทำกัน


และแล้ว โอกาสทองก็มาถึง เมื่อประเทศสหรัฐเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และธนาคารกลางสหรัฐได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาต่ำสุดที่ 0-0.25% และเราก็สามารถคาดการณ์ได้ว่าการที่ประเทศยักษ์ใหญ่เทอะทะเกิดสะดุดล้มลง กว่าที่เขาจะลุกฟื้นขึ้นมาได้นั้นคงต้องใช้เวลานานนับสิบปี นักลงทุนรายใหญ่ที่มีเครดิตดี จึงฉวยโอกาสกู้ยืมเงินดอลลาร์จากธนาคารในสหรัฐนำไปแลกเป็นเงินสกุลเอเชีย และนำไปลงทุนต่อในพันธบัตร หุ้น หรือแม้แต่ฝากกินดอกเบี้ยในประเทศที่กำลังมีเศรษฐกิจเฟื่องฟู

การที่เงินดอลลาร์หลายหมื่นล้านดอลลาร์ถูกทยอยเทขายออกเพื่อแลกไปเป็นเงินสกุลอื่น ตั้งแต่เงินยูโร เงินหยวน เงินวอน เงินบาท และอื่นๆ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ค่อยๆ อ่อนค่าลง ผสมโรงด้วยตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่ายอดขาดดุลการค้า อัตราการว่างงาน หรือยอดขายบ้านใหม่ ที่ช่วยซ้ำเติมค่าเงินดอลลาร์ให้ดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ

ขณะที่อีกฟากฝั่งปลายทางที่เม็ดเงินถูกนำไปลงทุน เขาจะคัดเลือกประเทศที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจดี ยกตัวอย่างเช่น ประเทศไทยที่มีหนี้ภาคเอกชนน้อย หนี้ภาครัฐต่ำ อัตราการว่างงานน้อยมากเพียง 1% ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนกำลังเติบโต ผลจึงออกมาตรงกันข้าม ค่าเงินบาทค่อยๆ แข็งขึ้น และเมื่อมีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นพร้อมๆ กันหลายหมื่นล้านบาท มันก็ช่วยผลักดันให้ดัชนีหุ้นพุ่งทะยานไม่ยาก


คำถาม คือ นักลงทุนเหล่านี้จะขายสินทรัพย์ที่ลงทุนเพื่อทำกำไรเมื่อไร กลยุทธ์ของเขา คือ ปล่อยให้กำไรวิ่งไปเรื่อยๆ คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี การขายออกก่อนเวลาอันควร อาจได้กำไรไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ในขณะเดียวกัน ต้องคอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา หากไหวตัวไม่ทัน อาจตกขบวนรถไฟ ขายไม่ได้ราคา

แต่แล้ว เวลาที่ต้องลงมือปฏิบัติการก็มาเร็วกว่าที่คาด สมาชิกในกลุ่มประเทศยุโรปเกิดมีปัญหาเศรษฐกิจปะทุขึ้นมา ถึงขั้นว่าหนี้สาธารณะของกรีซอาจผิดนัดชำระหนี้ สื่อต่างประเทศอย่าง บลูมเบิร์ก บอกว่าพันธบัตรของกรีซมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ถึง 98% ใน 5 ปี ข้างหน้า ทั้งที่ล่าสุดอัตราผลตอบแทนของพันธบัตร 2 ปีของกรีซ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 76% ต่อปี แต่ก็ไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศให้เข้าไปลงทุนเพิ่มได้ เพราะมีข่าวว่า กรีซอาจต้องขอแยกตัวออกมาจากกลุ่มยูโรโซนเพื่อลดค่าเงินของตนให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้น พร้อมกับอาจต้องเจรจาลดหนี้กับเจ้าหนี้ต่างประเทศให้ลดหนี้ลงมาเหลือ 50% ทำให้นักลงทุนต่างประเทศเกรงว่าผลตอบแทนที่ได้จะไม่คุ้มกับเงินต้นและค่าเงินที่เหลือ

เมื่อมีข่าวออกมาว่า แผนที่จะช่วยอุ้มประเทศกรีซดูท่าจะพังพาบ เพราะยังมีประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจอีกหลายประเทศ เช่น โปรตุเกส อิตาลี ไอร์แลนด์ และสเปน รอขอความช่วยเหลืออยู่ ทำให้ค่าเงินยูโรเริ่มเซซวน นักลงทุนรายใหญ่เริ่มไหวตัวทยอยขายเงินยูโร กลับไปซื้อเงินดอลลาร์ราคาถูกคืน ทำกำไรเอาไว้ก่อน

การขายเงินสกุลปลายทางแล้วกลับมาซื้อเงินดอลลาร์คืน เพื่อไปไถ่ถอนสัญญาเงินกู้ที่เคยยืมมาตอนทำธุรกรรม Dollar Carry Trade ถือเป็นการปิด (ย้อนคืน) สถานะสัญญาเงินกู้ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Dollar Carry Trade Unwinding

ลองนึกภาพดูว่า เงินยูโรจำนวนมหาศาลถูกเทขายเพื่อนำมาแลกซื้อเงินดอลลาร์คืน ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าทันที มันเป็นเหมือนสัญญาณนกหวีดในเกมเก้าอี้ดนตรี เมื่อทุกคนที่ตื่นตัวอยู่แล้วได้ยินสัญญาณนี้ ประกอบกับทุกคนได้กำไรกันพอสมควรแล้ว ไม่ว่าราคาหุ้น ราคาพันธบัตร รวมถึงค่าเงินสกุลปลายทาง สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ คือ แย่งชิงกันขายทรัพย์สินปลายทางเพื่อนำไปแลกเงินดอลลาร์คืนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด

เมื่อทุกคนทำพร้อมกัน มันก็เปรียบดั่งคลื่นสึนามิที่ถาโถมเข้าใส่ตลาดหุ้น ทำให้ตลาดหุ้นถล่มทลาย ราคาพันธบัตรทรุดฮวบและค่าเงินสกุลท้องถิ่นอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว ใครไหวตัวช้า ก็ขายไม่ได้ราคา แถมขาดทุนกำไรในค่าเงิน

ทองคำเป็นทรัพย์สินหนึ่งที่นักลงทุนกลุ่มนี้นำเงินจาก Dollar Carry Trade ไปลงทุนด้วย ราคาทองคำก็ต้องพบชะตากรรมเดียวกัน ยิ่งทองคำไม่มีเงินปันผลให้ชื่นใจ ไม่มีผลประกอบการให้ดู ราคาทองคำขึ้นด้วยเหตุผลเดียว คือ เป็นแหล่งพักเงิน (Safe Haven) ในช่วงที่เงินดอลลาร์ยังคงตกต่ำ เมื่อเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่า คนจึงขายทองคำทำกำไร และกลับไปซื้อเงินดอลลาร์ราคาถูกกลับคืน

แล้วทำไมตลาดหุ้นจึงตกแรงมากๆ เฉพาะวันจันทร์ที่ 26 กันยายน 2554 วันเดียว ดัชนีลดไปถึง 90 จุด หรือ 9.4% ก่อนจะดีดตัวขึ้นมาติดลบ 54 จุด หรือ 5.6% รุนแรงกว่าภูมิภาคเดียวกันที่ลดลงประมาณ 2-3% คำตอบ คือ จังหวะของคนไทยไม่ดี เราเพิ่งได้รัฐบาลใหม่ในช่วงนี้พอดี เป็นธรรมดาที่รัฐบาลใหม่จะประโคมโหมข่าวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการลดภาษีนิติบุคคล ลดราคาน้ำมัน ลดภาษีบ้าน ภาษีรถยนต์ รวมถึงการที่มีข่าวระบบ 3 G มากระตุ้นราคาหุ้นกลุ่มต่างๆ ทำให้ตลาดหุ้นไทยคึกคักและให้ผลตอบแทนสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคนี้

ประกอบกับก่อนหน้านั้นไม่นาน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ได้เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่าตนมีแนวความคิดที่จะทำให้เงินบาทแข็งค่าเพื่อใช้ต่อสู้กับเงินเฟ้อ ข่าวนี้กระตุ้นให้เงินบาทแข็งค่าแซงหน้าสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค พร้อมกับได้สร้างความฮึกเหิมให้นักลงทุนไทย เพราะทุกครั้งที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น เรามักเห็นเงินลงทุนต่างประเทศไหลเข้าตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นเสมอ

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ทั้งราคาหุ้นและค่าเงินบาทได้ก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่หอมหวานที่สุด เมื่อมีสัญญาณการถอยทัพมาจากต่างแดน นักลงทุนต่างประเทศจึงพร้อมใจกันเทขายหนักๆ เพราะมีกำไรทุกราคา

จากต้นปี พ.. 2552 ตอนที่เริ่มมีการทยอยทำ Dollar Carry Trade ค่าเงินบาทอยู่ที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์ พอถึงต้นเดือนกันยายน พ.. 2554 เงินบาทได้แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 30 บาทต่อดอลลาร์ แข็งขึ้นมาราว 15% ดัชนีหุ้นไทย ณ ต้นปี 2552 อยู่ที่ประมาณ 450 จุด เพิ่มมาเป็น 1,050 จุด ณ ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึง 130% ไม่ขายตอนนี้ ไม่รู้จะไปขายตอนไหน

โดย : บรรยง วิทยวีรศักดิ์

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

10 Things "Google" has found to be true

ตลาดหุ้นช่วงนี้เงียบๆครับ ข่าวดีกับข่าวร้ายก็สลับกันไป อเมริกาจะฟื้นก็ไม่ฟื้น ยุโรปจะแย่ก็แย่จริง (อ้าว) ผมเลยหาเรื่องอ่านหนังสืออย่างอื่นแทนครับ แล้วเผอิญไปเจอ บทความดีๆ ในหนังสือ Aday BULLETIN เล่มล่าสุดครับ ก็เลยขอเอามาแบ่งปันกับเพื่อนๆ ซะหน่อย ^ ^




ชื่อบทความ 10 Things "Google" has found to be true ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริหารของ Google เขียนไว้เมื่อ เกือบ 10 ปีก่อน ครับผม :>

1. ยึดผู้ใช้เป็นหลักแล้วอย่างอื่นจะตามมาเอง

2. ทำอะไรอย่างเดียวให้ดีจริงๆ นั่นแหละดีที่สุด

3. เร็วดีกว่าช้า (อืมจริงแฮะ แต่ของบางอย่างก็ช้าดีกว่านะครับ เช่น จะรักใครสักคน นั่นนอกเรื่อง :P)

4. ประชาธิปไตยบทอินเตอร์เน็ตนั้นได้ผลดี (สงสัยผู้บริหารจะไม่ค่อยรู้จัก เว็บไซต์ของไทยอันโด่งดังเช่น pan... redsi.. manag...นะครับ อิอิ แซวการเมืองหน่อยละกันนะ)

5. ไม่จำเป็นว่าคุณต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะจึงจะต้องการคำตอบ (หลายคน search web โดยไม่รู้ตัว เชื่อมะ ผมบางทีก็เป็นหนึ่งในนั้นนะ สงสัยก็หาคำตอบซะ)

6. คุณสามารถหาเงินได้โดยไม่ต้องทำสิ่งไม่ดี (แปลกแต่จริงครับ ผมเห็นด้วย ไม่งั้น Google คงไม่รอด ยุค Dot com Bubble มาได้หรอกครับ)

7. ข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ

8. ผู้คนในทุกแห่งหนต้องการข้อมูลเหมือนกัน (เวลาลงทุน คุณต้องการข้อมูลเหมือนกัน แต่มากน้อยก็อีกเรื่องนะครับ)

9. เอาจริงเอาจังได้โดยไม่ต้องใส่สูท

10. ถึงจะดีมากก็ยังดีไม่พอ (มิน่า พี่แกอัพเดทบ่อย จิ๊งงงงงงงง)

จริงๆ ทุกข้อจะมีส่วนอธิบายนะครับ ^ ^ แต่ผมก็ไม่ไหวหรอกจะให้แกะมาทุกคำ ถ้าสนใจก็อ่านได้ใน Aday BULLETIN เล่มวันที่ 2 - 8 กันยายนครับ ส่วนตัวผมขอไปอ่านใน iPad ซะหน่อยฮะ เสียตังค์ถอยมา T T คุ้มค่า แต่หมดตัวเหมือนกัน แงๆ

ปล. จริงๆ มีโปรเจคจะเขียนถึงหุ้น Google มาซักพักแหละ แต่ข้อมูลไม่ครบเท่าไหร่ (ขี้เกียจแต่ไม่กล้าบอกตรงๆ :P ก็เลยขอติดเรื่องบริษัท GOOGLE ไว้ก่อนนะครับ ส่วนใครติดหุ้น ก็.... ตัวใครตัวมันฮะ ช่วงนี้ อิอิ)
ปลล. ลุ้นเด้งรีบาวนด์ได้ครับ อุ๊บส์!!

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

นักวิเคราะห์สมคบคิด

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้อัพเดท Facebook หรือ Blog เลยครับ ไม่ว่างจริงๆฮะ ต้องตั้งใจดู แมนฯยูฯ อิอิ
ไม่ใช่แหละ จริงๆ ก็แอบทำ project เล็กๆน้อยๆ (อีกแหละ)

อ่านหนังสือพิมพ์น้อยลงเหมือนกันครับช่วงนี้ ก็พยายามแหละ แต่มันไม่ได้จริงๆ ก็เลยอาศัยฟังให้มากขึ้น แล้วก็ไปเจอบทความอันนึงที่เขียนถึง นักวิเคราะห์ โบรกต่างชาติแห่งหนึ่ง บอกไม่ได้นะว่า ใคร อิอิ
มาจาก หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น ฉบับวันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม 2554 ครับ เขียนโดยคุณ วิษณะ โชลิตกุล
ชื่อบทความ "พลวัต ปี 2011"

นักวิเคราะห์สมคบคิด !!!!
นักวิเคราะห์หุ้นมีบุคลิกภาพแตกต่างกัน แม้ว่าสำนักคิดจะค่อนข้างคล้ายคลึงกัน โดยทั่วไปแล้ว มีคนแบ่งความถนัดของนักวิเคราะห์หุ้นหรือตลาดเก็งกำไรออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1. พวกมองโลกในแง่ร้าย ถนัดแนะให้ขาย เห็นอะไรก็สงสัยในทางร้ายไว้ก่อน ข้อดีของคนเหล่านี้คือ ทำให้คนไม่เชื่อผู้บริหารหรือไม่หลงใหลไปกับการวิ่งของราคาหุ้นที่ผิดปกติ ทั้งหลาย แต่ข้อเสียคือ ชวนให้โลกเศร้าหมองมากกว่าปกติ
2. พวกถนัดแนะซื้อ เห็นอะไรก็ดีไปหมด มองโลกสดใสเสมอ ขนาดหุ้นเข้าเขตซื้อมากเกินไป ยังแนะนำให้ซื้ออีกก็ยังมี บอกว่ามีสตอรี่รออยู่เพียบ
3. นักวิเคราะห์โหนกระแส ไม้หลักปักเลน แต่ชอบอ้างว่าเป็นนักวิเคราะห์อิสระ แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง บางคนก็มีนิสัยประเภทขวางโลก  

นักวิเคราะห์ที่ไม่เข้าข่ายสามประเภทข้างต้น เป็นกลุ่มคนที่ชวนให้ตั้งคำถามเสมอ 
นักวิเคราะห์หุ้นคนหนึ่ง เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แนะนำให้ซื้อหุ้นตัวหนึ่งซึ่งมีราคาแพง บอกว่าราคาที่เป็นอยู่นั้น ยังต่ำเกินพื้นฐาน เพราะว่า จะเข้าไปซื้อกิจการต่างๆ อีกเพียบเพราะมีเงินสดในมือมากเหลือเกิน แต่พอมาถึงกลางปีคล้อยไปนิดเดียว กลับแนะนำว่า ต้องขายหุ้นตัวนี้ทิ้งไปเสีย เพราะที่ไปซื้อกิจการมานั้น ไม่เอาไหนเลย อนาคตไม่สดใสเอาเสียเลย แถมยังบอกว่า ราคาที่เป็นอยู่ที่ลงมาระเนระนาดยังแพงเกินไป ต้องมีถูกกว่านี้อีก 
ความไม่แน่นอนของการวิเคราะห์เช่นนี้ ถามว่า มันเป็นเพราะคุณภาพเลวของนักวิเคราะห์เองที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือเพราะเจตนาแฝงเร้นของนักวิเคราะห์ในแต่ละช่วงเวลา


คำตอบอาจจะเป็นทั้งสองอย่าง หรือไม่เป็นทั้งสองอย่าง สิ่งที่ต้องพิจารณามากไปกว่าเรื่องของนักวิเคราะห์คนนั้นก็คือ ทำไมมีคนบางคนเชื่อคำพูดของคนเช่นนี้


คำตอบอยู่ที่เป้าหมายของผู้รับข้อมูลข่าวสารว่ามีคุณภาพแค่ไหนเป็นสำคัญ


นั่นทำให้ปรากฏการณ์เช่นนี้ เป็นประเด็นทำนองเดียวกันกับทฤษฎีสมคบคิดธรรมดานั่นเอง
เวลาพูดถึงทฤษฎีสมคบคิด เรามักจะคิดไปไกลว่า มันจะต้องเกิดขึ้นจากมีคนร่วมมือกันหลายคน แต่ข้อเท็จจริงก็คือ มันเกิดจากการสร้างชุดความคิดที่กลับเหตุเป็นผล ผลเป็นเหตุเป็นสำคัญ และทำให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารคิดตามไม่ทัน เพราะมีความรู้พื้นฐานที่เบี่ยงเบนจากมาตรฐานทางปัญญา
          กรรมวิธีการใช้ทฤษฎีสมคบคิด เกี่ยวข้องกับการสร้างหลักฐาน สร้างเหตุผล สร้างพยาน ทั้งด้านเอกสาร ด้านบุคคล ด้านสถานที่ จากนั้นก็นำมาผสมผสานกับจินตนาการของตน แล้วร้อยเรียงผูกเรื่องราวและเหตุผลหลักฐานต่างๆ  เข้าด้วยกัน ให้สอดคล้องสมเหตุสมผลให้น่าเชื่อถือมากที่สุด ใช้ระยะเวลาและกระบวนการในการปล่อยข่าว การลือ การโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อล้างสมอง จนถึงเวลาที่เหมาะสม


สิ่งที่พึงพิจารณาก็คือ ทฤษฎีสมคบคิดนั้นล้วนไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระ แต่มีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นอื่นๆ เพื่อให้ประโยชน์/ให้โทษต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลหนึ่งใด หรืออธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
            การใช้เหตุผลแบบกลับหัวเป็นเท้าของทฤษฎีสมคบคิด มีเป้าหมายหวังว่าผู้ที่รับข่าวสาร หรือรับรู้เรื่องราวนั้น จะใช้ข้อมูลที่ได้รับเป็นปัจจัยในการตัดสินใจที่จะดำเนินกิจกรรมทั้งด้าน ส่วนตัว ด้านสังคม องค์กรต่างๆ  รวมถึงการกำหนดทิศทางนโยบายของประเทศ และทิศทางของโลก มาเข้าทางหรือเข้าสู่แนวทางที่พวกเขาต้องการ เพื่อผลประโยชน์ในการหักล้างความน่าเชื่อถือของทฤษฎีเดิมหรือความเชื่อทาง จารีต  ค่าโง่ที่ผู้รับข่าวสารจ่ายให้กับผู้สร้างทฤษฎีสมคบคิด จึงเป็นค่าโง่ที่ไม่อาจจะโทษใครเขาอื่นได้ ต้องโทษตัวเราเองที่เชื่อเขา ไม่ตรวจสอบ ไม่ศึกษาปรึกษาพิจารณาให้ถ้วนถี่ ไร้เดียงสากับคนบางกลุ่มมากเกินขนาด
            ทฤษฎีสมคบคิดนั้น ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย ข้อดีก็มีอยู่บ้าง เพราะผลลัพธ์ของขบวนการที่ใช้ทฤษฎีสมคบคิดกันมากมาย ทำให้คนเราสามารถแบ่งแยกผู้คนบนโลกออกเป็นสองฝ่ายในด้านของข้อมูลข่าวสาร ฝ่ายแรกเชื่อว่าเป็นจริง อีกฝ่ายไม่เชื่อ นั่นไม่ใช่ความจริง
ถ้านักลงทุนทั้งหลาย เข้าใจคำพูดของวอร์เรน บัฟเฟตต์ที่ว่า ในตลาดหุ้นนั้นมีพฤติกรรมประหลาดกว่าตลาดอื่น เพราะคนรวย (นักลงทุนทั้งหลาย) พากันไปอ้อนวอนหรือเชื่อถือยาจก (นักวิเคราะห์) ด้วยมายาคติว่า พวกยาจกจะทำให้เขารวยขึ้นกว่าเดิม นักลงทุนก็จะเข้าใจดีว่า บนข้ออ้างในเรื่องความเที่ยงธรรมของนักวิเคราะห์นั้น ได้มีทางออกหรือข้อป้องกันให้กับพวกเขาเองเอาไว้ล่วงหน้าเสมอ


ปัญหาเรื่องทฤษฎีสมคบคิดของนักวิเคราะห์ที่ไม่น่าเชื่อถือก็จะไม่เกิดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นกรณีการทุบหุ้น BANPU และเครือ PTT ทั้งหมดอย่างไร้ความน่าเชื่อถือ
หรือแม้กระทั่งเรื่องวิวาทะเกี่ยวกับการสอบสวนคดีเมลสื่อรับเงินพรรคการ เมืองที่ตาลปัตรกลายเป็นกระบวนการป้ายสีพวกที่ตนไม่ชอบในนามของคุณธรรมทุศีล ที่กำลังอื้อฉาวในวงการสื่อยามนี้
 เครดิตกันอีกที หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น 29 สิงหาคม 2554 :พลวัตปี 2011 นักวิเคราะห์สมคบคิด

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ได้เวลาจ้องมองผลกำไรของบริษัท อีกครั้ง ตอนที่ 1 ตลาดอเมริกา

คัดลอกและดัดแปลงจาก หนังสือพิมพ์"ข่าวหุ้น" ฉบับประจำวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ถึงเวลาจ้อง “ผลกำไรบริษัท” กันอีกครั้ง 
















     

สำหรับนักลงทุนมือใหม่แล้ว อาจจะยังไม่ทราบกันว่า ผลประกอบการของบริษัทใน 1 ปี จะมีด้วยกันเป็น 4 ไตรมาส นั่นก็คือ ไตรมาส 1 คือเดือน มกราคม- มีนาคม และจะประกาศผลประกอบการใน เดือนเมษายน ที่ผ่านมาเป็นต้น นี่คือธรรมเนียมของปีการเงินที่ตรงกับปีปฎิทิน

ถามว่ามีบริษัทอื่น ที่ไม่เป็นไปตามทำนองนี้หรือไม่? คำตอบคือ มีครับ เช่น บริษัทน้ำตาล KSL, KBS เพราะเป็นช่วงน้ำตาลเข้าหีบจะเป็นช่วงที่ไม่สอดคล้องกับ การบันทึกรายได้ของบริษัทฯนัก จึงทำให้บริษัทฯ เลือกที่จะประกาศผลประกอบการในเดือน มิถุนายน

เพราะฉะนั้นขอสรุปคร่าวๆ ได้ว่า ถ้าบริษัททั่วไปคิดปีการเงินตรงกับปีปฏิทิน เราจะได้เห็นผลประกอบการในไตรมาส 1 -4 เป็นดังนี้ครับ เดือน เมษายน (1) เดือนกรกฎาคม (2) เดือนตุลาคม (3) และเดือนมกราคมของปีหน้า (4) โดยที่อาจจะมีการผ่อนปรนระยะเวลาในการทำบัญชี ภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ก็ไม่น่าจะเกิน 1 เดือน (นอกจากทำเรื่องขออนุญาตกับ ตลาดหลักทรัพย์ แต่ก็จะมีระยะเวลาที่กำหนดอยู่)

ที่จั่วหัวเรื่องนี้ก็เพราะว่า เดือนหน้าก็เป็นเดือนกรกฎาแล้วครับ หลังจากที่เดือนมิถุนา กำลังจะผ่านพ้นไปก็มีข้อสังเกตว่าผลประกอบการต่างๆ จะออกมาดีมั้ย เพราะต้องเจอปัญหาต่างๆ นานา เช่น เรื่องปัญหาสึนามิของญี่ปุ่นที่จะเข้ามาเต็มตัว และปัจจัยระยะสั้นของเดือนนี้ คือ ปัญหาเรื่องหนี้กรีซ(จริงๆ เป็นปัญหาข้ามปี แต่มันมารุนแรงอีกครั้งในเดือนนี้ครับ) และการยุติ QE2 ของเฟด อย่างไรก็ตามเมื่อเข้าถึงช่วงเดือนหน้าแล้ว นักลงทุนก็จะให้น้ำหนักกับ 2 ปัจจัยข้างบนน้อยลงไป เพราะจะได้เวลาที่นักลงทุนจะมาดูกำไรของบริษัทในช่วงไตรมาสสองจะเป็นอย่างไร?

Blogger จะขอนำคำพูดของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (ของสหรัฐ)มามอง แล้วจะวิเคราะห์ของไทย ตามลำดับ (ต้องขออนุญาตยกไปไว้ตอนที่ 2 ครับ) ดังนี้นะครับ ผู้บริหาร FedEx รายงานว่ากำไรและยอดขายในช่วงไตรมาสที่ 4 (สิ้นสุดเดือน พค) ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด และแนวโน้มก็จะดีไปด้วย ซึ่งทำให้หุ้น FedEx พุ่งขึ้น 3% และหุ้น UPS ซึ่งเป็นคู่แข่งปรับตัวขึ้น 1% ไปด้วย หุ้น Chainsupermarket ก็ประมาณการกำไรอย่างแข็งแกร่งในช่วง 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา
"โดยรวมแล้ว คาดว่า กำไรในช่วงไตรมาสสองจะค่อนข้างแข็งแกร่ง"
กำไรของบริษัทที่มีน้ำหนักในดัชนี S&P จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 14% และยอดขายจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% นั่นถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะมันชี้ว่า บริษัทกำลังทำเงินอีกครั้งเพราะมีดีมานด์ต่อสินค้าและบริการ ของพวกเขาอย่างแท้จริง ซึ่งตรงข้ามกับการลดต้นทุน เพื่อรักษาส่วนต่างกำไร 

แต่ภาคการเงินเป็นข้อยกเว้นสำหรับกฎข้อนี้ (ขอเน้นว่านี้ยังเป็น view ของตลาดหุ้น US)
โดยคาดว่า การเติบโตของรายได้ในภาคการเงิน จะลดลงมากที่สุดในบรรดา 10 ภาค
เมื่อมองไปยังตลาดที่เหลือ  การดีดตัวของราคาโภคภัณฑ์ กำลังช่วยให้กำไรโดยรวมสูงขึ้น และคาดว่า บริษัทพลังงานและวัสดุจะมีระดับการเติบโตปีต่อปีที่แข็งแกร่งที่สุด  ส่วนภาคสุุขภาพและสาธารณูปโภคซึ่งเป็นภาคเดียวที่คาดว่าจะมีกำไรลดลง เป็นภาคที่ล้าหลังอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ดี ยังคงมีหลายๆ เหตุผลที่น่ากังวลอยู่  และดูเหมือนว่า  จะมีความไม่สอดคล้องกันระหว่างประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเลวร้ายลง กับ ประมาณการกำไรซึ่งดีขึ้น ซึ่งมีทั้งนักวิเคราะห์ที่มีมุมมองเป็นบวก และมุมมองที่เป็นลบ ต้องสิ่งที่เกิดขึ้น

เช่นนักวิเคราะห์ของแฟกซ์เซ็ต ออกมาบอกว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาทำให้คิดว่าตัวเลขกำไรจะลดลงสำหรับช่วงไตรมาส 3และ 4 แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น  CEO หลายคนได้พูดถึงสิ่งที่ดีๆ เกี่ยวกับบริษัทของพวกเขา แต่ไม่ได้สนับสนุนความเชื่อมั่นนี้ด้วยการจ้างงานเพิ่ม นั่นคือปัญหา


ในขณะที่หัวหน้าฝ่ายธนาคารพาณิชย์สหรัฐฯ ก็บอกมากล่าวว่า หลายๆ บริษัทรู้สึกเป็นลบเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม แต่ก็ยังคงมองธุรกิจของตนเองในด้านบวก   นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าประมาณการกำไรโดยรวมสูงเกินไป


โดยได้ทำการเปรียบเทียบผลกระทบที่จะเกิดขึ้นว่า หากไฟไหม้บ้านที่อยู่ถัดไปจากบ้านคุณ คุณจะรู้สึกเชื่อมั่นโดยนั่งอยู่เฉยๆ เพราะในขณะนี้ไฟยังไม่ได้ไหม้บ้านคุณอย่างนั้นหรือ ?

ซึ่งก็มีบางบริษัทที่ออกมาปรับลดประมาณการเมื่อต้นเดือน เช่น บริษัท TEXAS Instrument เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ยอดขายในยุโรปซบเซา ผลกระทบของแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น เพราะเป็นที่ทราบกันว่า ธุรกิจการค้าของสหรัฐ กับ ญี่ปุ่น มีความเกี่ยวเนื่องกัน อย่างมาก

นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่า ส่วนต่างกำไรล่าสุด มีความแข็งแกร่งมากเป็นพิเศษ    มันจึงเป็นไปได้ว่า ส่วนต่างกำไรได้พุ่งสูงสุดแล้ว และอาจจะไปไหนไม่ได้อีก  นอกจากต้องปรับตัวลง  
ซึ่งก็มีนักวิเคราะห์ได้ออกมากล่าวถึงเช่นกันว่า ส่วนต่างกำไรของบริษัทใกล้สูงเป็นประวัติการณ์แล้ว คำถามคือ มันจะประคับประคองต่อไปได้หรือไม่ และในขณะที่ตลาดมีกำลังใจมากเมื่อหลายๆ บริษัทเตรียมจะรายงานผลกำไร แต่ก็ยังต้องให้นักลงทุนระมัดระวังอยุ่เช่นกัน


Blogger จะพยายาม อัพเดทผลประกอบการของบริษัท รวมถึงอัพเดทวันที่บริษัทจะประกาศทั้งในสหรัฐ และในไทย แล้วถ้ามี Consensus ก็จะรายงานให้ทุกท่านทราบนะครับ :)

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

DTAC จะถูกปิดกิจการหรือไม่??

DTAC จะถูกสั่งปิดกิจการ หรือไม่??
อยากจะพิมพ์แชร์ข้อมูลกันตั้งแต่ตอนเช้าแล้วนะครับ แต่พอดีวันนี้งานเยอะมากกกก ก็เลยได้ฤกษ์เอาตอนเย็นๆ ขอเอาข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันที่ 23 มิถุนายน 54 มาเป็นแหล่งข่าวนะครับ
ต้องกล่าวก่อนว่า หุ้นกลุ่ม ICT เป็นอะไรที่ยุ่งยากปัญหาเยอะมากๆ เพราะนอกจากจะเป็นหุ้นเทคโนโลยี ซึ่งมีเรื่องของความรวดเร็วในการพัฒนาและตอบสนองลูกค้าแล้ว ถ้าบริษัทใดสามารถหาจุดเด่นที่บริษัทอื่นในกลุ่มเดียวกันไม่สามารถทำได้ ก็จะชิงส่วนแบ่งทางการตลาดหรือพูดง่ายๆ ก็คือลูกค้าก็จะพร้อมใจกันเปลี่ยนค่ายมาใช้ค่ายที่มีโปรโมชั่น, ลูกเล่นใหม่ๆที่น่าดึงดูดกว่า ดังนั้นในกลุ่มหุ้น ICT ที่จะยกมาพูดถึงจากข่าวก็คือ หุ้นตัวเอ้ 3 ตัว หรือในบล. ของ Blogger จะเรียกว่า กลุ่ม 3G ครับ (DTAC TRUE และ ADVANC) นอกจากเรื่องความรวดเร็วก็ยังมีเรื่องด้านความมั่นคง ซึ่งแน่นอนครับว่าจะต้องเกี่ยวข้องเกี่ยวกับ การเมือง โอ๊ย แค่คิดก็วุ่นแล้วครับ 
 (ปล ถ้าใครรู้จักดาวเทียม THCOM ก็อยู่ในกลุ่ม ICT ครับ -...-" ตัวน่าปวดหัวเลยครับ)
สำหรับหุ้นเด่นๆ ในกลุ่มนี้ก็ได้แก่    
1.   ADVANC ผู้ก่อตั้งบริษัทก็... อดีตนายกรัฐมนตรีของเราเองครับ)
2.   DTAC มาจากกลุ่ม UCOM เก่า (เพิกถอนออกจากตลาดตั้งแต่ปี 2006 แล้วครับ)
3.   TRUE มาจาก กลุ่ม Telecom Asia แล้วก็ซื้อกิจการด้านโทรคมนาคมต่อจาก Orange กลายเป็นบริษัท True Move อย่างที่เราเห็นๆกันครับ
ตามที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจได้ลงไว้ว่า TRUE ได้ทำการฟ้อง DTAC ว่ามีต่างด้าวถือหุ้นอยู่ในบริษัทเกินจำนวน โดยเป็นนิติบุคคลต่างด้าวที่เป็นผู้ถือหุ้นอยู่รวม 71.35% ซึ่งที่ต้องสงสัยมีอยู่ 3 แห่งคือ 1. บริษัท เทเลนอร์ เอเชีย จำกัด (สิงคโปร์)  เป็นนิติบุคคลต่างด้าว ถือหุ้นดีแทค 39.58% 
2. บริษัท ตั๊กวู โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างด้าวจดทะเบียนอยู่ที่เกาะบริติชเวอร์จินไอส์แลนด์ และอยู่ในผู้ถือหุ้นใน 5 ลำดับชั้นของดีแทค ที่จะต้องทำการตรวจสอบ โดยที่ตั้งบริษัทเดียวกัน กรรมการกลุ่มเดียวกัน และแหล่งเงินทุนมาจากที่เดียวกัน 
3. บริษัท ไทยเทลโค โฮลดิ้งส์ เป็นนิติบุคคลไทย ถือหุ้น 25.59 % ซึ่งต้องระวังว่าจะเกิดการกระทำความผิดในลักษณะโดมิโน เพราะจะทำให้การถือครองหุ้นของต่างด้าวเกิน 49 % และทางดีแทคก็ไม่ได้ยื่นขออนุญาตกับอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในเรื่องการถือครองของชาวต่างชาติ 

     แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าหากเกิดกรณีที่ดีแทคเป็นธุรกิจของคนต่างด้าวจริง และถือว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแล้ว แต่ในระหว่างที่ศาลสั่งให้หยุดดำเนินการกิจการ ทางดีแทคสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นให้ถูกต้องตามกฎหมายและขออนุญาตดำเนินธุรกิจโทรคมนาคมต่อคณะกรรมการประกอบธุรกิจคนต่างด้าวได้

ในรูปแสดงถึงผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทดีแทค นะครับ



 ที่มา: http://www.settrade.com/C04_05_stock_majorshareholder_p1.jsp?txtSymbol=DTAC&selectPage=5


ถามว่าในมุมมองของผมแล้ว ข่าวที่เกิดขึ้นเป็น ข่าวร้ายในระยะสั้นครับ DTAC มีลูกค้าอยู่ทั่วประเทศประมาณ 22 ล้านราย ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสั่งปิดกิจการไป เพราะกระทบกับคนส่วนใหญ่(มาก) ของประเทศ และคดีที่คล้ายคลึงกันก็เคยเกิดครับ (คดีซุกหุ้น ของ อดีตนายกฯ ไงครับ) 
ถามว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้มั้ย จะทำให้บริษัท ดีแทค ต้องปิดกิจการมั้ย?

ในมุมมองของ Blogger ก็ต้องยอมรับว่าเมืองไทยมี บริษัทที่มี Nominee ชาวต่างชาติมาถือครองอยู่เยอะครับ เพียงแต่มันก็เหมือนการยอมรับ บางบริษัทอาจจะจดทะเบียนกับกระทรวงฯ แต่บางบริษัทก็แอบเป็นแบบนั้น ถ้ากฎหมายตัวนี้เกิดเฮี้ยบขึ้นมา คราวนี้แหละ ประเทศไทยเรา หลายๆบริษัท รื้อข้อมูลกันวุ่นวายเลยครับ 

สุดท้าย Blogger ก็ขอมองว่าเป็นแค่การเล่นแง่กันของทั้งสองบริษัทคือ TRUE และ DTAC ครับ เพราะต้องอย่าลืมว่า บริษัทในกลุ่ม ICT ก็มีเรื่องของการชิงความรวดเร็ว และความแตกต่างของการให้บริการครับ

สิ่งที่ต้องจับตาคือ
1.             TRUE จับมือกับ CAT ใกล้จะเปิด 3G DTAC ก็ฟ้องให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว (ทำให้ TRUE ยังไม่สามารถเปิดใช้ 3G ได้ก่อนบริษัทอื่น)
2.             การเพิ่มทุนของ TRUE ทำให้ราคาหุ้นของ TRUE ถูกปรับตัวลดลงมาและตอนนี้ก็ราคาลงต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง เพราะ Earnings ที่ออกมาก็ไม่ดี Div Yield ก็ไม่มี บริษัทไม่เคยจ่ายปันผลเลยในช่วง 4 – 5 ปี คำถามคือหุ้นของ TRUE เทรดในราคาที่เหมาะสมแล้วหรือไม่
3.             การที่บริษัท ADVANC ทำกำไร new high ครั้งใหม่เมื่อเทียบกับผลการประกอบการในรอบเกือบ 10 ปีแล้ว แต่ราคายังไม่ถึง high เดิมเลย แสดงว่าเรื่องการเมืองก็ยังมีผลอยู่อีกมาก และจากการที่ 2 บริษัทคู่แข่งทะเลาะกันเอง ก็มีสิทธิ์ให้นักลงทุนตัดสินใจมาลงทุนในหุ้น ADVANC แทน
สุดท้ายนี้หากใครเคยเล่น ทฤษฏีเกม หรืออ่านทฤษฎีเกมอยู่ ลองประยุกต์มาใช้กับหุ้น 3G พวกนี้ดูครับแล้วจะเข้าใจความซับซ่อน เหมือนที่ผมจั่วหัวไว้ใน Chula Invest club เลยครับว่า “สุดท้าย มันก็คือเรื่องของธุรกิจ”

ปล. บทความนี้ผมพยายามค่อยๆ กรองความคิดในหัวออกมานะครับ อาจจะยังสับสนอยู่บ้างเพราะพยายามพิมพ์ให้เห็นภาพแต่ ถ้าใครยังสงสัยในส่วนไหน โพสต์ทิ้งไว้ใน Facebook หรือในส่วนนี้ก็ได้นะครับ จะพยายามปรับปรุงให้กับเพื่อนๆ ทุกคนที่ได้อ่านกันครับ