แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องนอก นอกเรื่อง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องนอก นอกเรื่อง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

EUROPE FOCUS 01-02-2012

1. Italian, Spanish Bonds Rise on EU Fiscal Deal; Portuguese Securities Jump
พันธบัตร 10 ปีของอิตาลีอัตราผลตอบแทนลดลง 11 bps อยู่ที่ 5.99% ด้านพันธบัตรสเปน 10 ปีก็ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 5.01% ด้านผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของเยอรมันก็ยังคงทำสถิติต่ำสุดเป็นสัปดาห์ที่ 2 สาเหตุก็มาจากนายกฯ ลูคัส ปาปาเดมอส นายกกรีซออกมาให้คำมั่นว่าจะพูดคุยกับเจ้าหนี้พันธบัตรให้แล้วเสร็จให้ได้
                ด้านพันธบัตรโปรตุเกสที่ปรับตัวขึ้นมาแรงๆนั้น ก็ปรับตัวลดลง 148 bps อยู่ที่ 15.92%  โดยเมื่อวานนี้ความผันผวนของพันธบัตรโปรตุเกสนับว่าสูงที่สุด ตามมาด้วยฝรั่งเศสและฟินแลนด์
ผลตอบแทนพันธบัตรเบลเยียม 2 ปีปรับตัวลดลง ต่ำสุดตั้งแต่ปี 2010อยู่ที่ 1.51%

2. Swiss Stocks Advance; UBS, Credit Suisse Lead the Gains

ดัชนีหุ้นสวิสในเดือนมกราคมปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบ 5 ปี ด้านผู้จัดการกองทุนออกมากล่าวว่า “การที่ผู้นำทางการเมืองเห็นชอบร่วมกันในการควบคุมงบประมาณเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็คิดว่าไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มาก” “โดยที่คิดว่าการที่ตลาดหุ้นสามารถรีบาวนด์ได้นั้นคิดว่าเป็นแค่ระยะสั้นเท่านั้น”

3. Portugal as Greece Pressures ECB to Halt Contagion Prompting Nascent Bulls
                ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการลุกลามของหนี้ยุโรปนั้นยังมีอยู่ต่อเนื่องเห็นได้จากประเทศโปรตุเกสเริ่มมีการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือรอบใหม่กับทาง ECB ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าผลกระทบจะลุกลามไปทั่วภูมิภาคและเกี่ยวข้องกับผลกำไรของตลาดหุ้นในภูมิภาค
                หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ “หุ้นขนาดใหญ่อาจจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปได้ 20 – 30% นับตั้งแต่เริ่มต้นสภาวะวิกฤติขึ้น พร้อมยังย้ำว่า ไม่มีเหตุผลที่จะมาสนับสนุนเพียงพอว่า ECB จะยังคงรักษาความต่อเนื่องของอัตราเติบโตต่อไปได้”

 

 

 

4. Euro Zone Jobless Hits Highest Level Since Birth of Euro
          17 ประเทศในกลุ่มยูโรมีปัญหาเรื่องการว่างงานพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ 10.4% ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นอัตราการว่างงานที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1998 (EU เริ่มรวมตัวกันในปี 1999)
                ประเทศเยอรมันมีอัตราการว่างงานลดลงมาอยู่ที่ 6.7% ในเดือนมกราคม ซึ่งนับเป็นสถิติการว่างงานที่ต่ำที่สุดของเยอรมัน
                ประเทศออสเตรียมีอัตราการว่างงานน้อยที่สุดอยู่ที่ 4.1% ตามด้วยเนเธอร์แลนด์ที่ 4.9% ด้านประเทศที่มีอัตราการว่างงานสูงสุดคือสเปนที่ทำสถิติใหม่มาอยู่ที่ 22.9% กรีซว่างงานที่ 19.2% ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม และโปรตุเกสอยู่ที่ 13.6% ซึ่งเป็นข้อมูลในเดือนธันวาคม

วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555

ข่าวจากฝั่งยุโรป (ประชุมดาวอส)

ข่าวจาก งาน World Economic Forum เป็นไฮไลท์ที่น่าสนใจที่สุดของสัปดาห์ที่ผ่านมานี้

1. ผู้นำของ IMF ออกมากล่าวว่า โลกต้องผลักดันให้เกิดกำแพงในการแก้ปัญหาเรื่องยูโรโซน
                นาง คริสติน ลาการ์ด ได้กล่าวในวันเสาร์ว่าต้องรีบสร้างสถานการเงินที่เข้มแข็งเพื่อกันปัญหาจากเรื่องของยูโรโซน โดยย้ำว่าถ้าไม่เตรียมการมากจริงๆ จะแก้ปัญหาได้ไม่เพียงพอ ซึ่งผู้นำของ IMF ยังได้สนับสนุนรมว. Finance ของสหภาพอาณาจักรว่า IMF จะเร่งสนับสนุนการแก้ปัญหายูโรโซนซึ่งสิ่งแรกที่จะทำคือผลักดันบทบาทของผู้นำของยุโรปให้มากขึ้น โดยผู้นำบางท่านได้ตั้งขอสงสัยเกี่ยวกับความมั่นคงของค่าเงินยูโร โดยประเทศกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรปต้องการเห็นสมาชิกคนอื่นจ่ายเงินสมทบทุนให้ IMF (Stump Up = จ่ายเงินอย่างไม่เต็มใจ)
คำพูดที่น่าสนใจคือ “If it is big enough, it will not get used” Christine Lagarde MD IMF


2. In Davos, Europe Is Pressed for Debt Crisis Solution
                ผู้นำโลกกดดันให้ยุโรปทำการแก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมาโดยเฉพาะการใช้เงินช่วยเหลือแม้จะรู้ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยาก โดยเตือนว่าปัญหายูโรโซจะยังคงเป็นปัญหาที่คุกคามเศรษฐกิจโลกไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีความคิดเห็นจากนาย Motohisa Furukawa ผู้แทนฝั่งญี่ปุ่นว่า ยุโรปต้องแสดงเจตจำนงในการแก้ปัญหาให้มากกว่านี้ ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ประเทศที่พัฒนาแล้วก็คงไม่ต้องการจ่ายเงินสมทบทุนให้กับ IMF  ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า Firewall ที่ผู้ถึงนี้ก็น่าจะหายถึงการตั้ง ESM (European Stability Mechanism) ซึ่งจะมีเงินให้ประเทศต่างๆได้กู้ยืมถึง 500 billion euros ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนกรกฎาคมนี้ แทนกองทุนชั่วคราว โดยทางผู้นำของฟากยุโรปได้ออกมาพิจารณาที่จะเพิ่มเงินของกองทุนที่จะช่วยเหลือเพื่อไม่ให้ปัญหายุโรปคุกคามออกไป ซึ่งผู้นำความคิดนี้คือประเทศเยอรมัน
ในระยะสั้นนั้น ผู้นำชาติต่างๆสามารถวางใจได้ว่าจะมีเงินช่วยเหลือฉุกเฉินเพราะ ECB อัดฉีดเงินให้กับธนาคารพาณิชย์นั่นเอง ผู้นำกลุ่มยุโรปจับตาไปที่การเจรจาหาทางออกของปัญหาการล้มละลายของกรีซและดูเหมือนจะละเลยความอดทนของผู้จ่ายภาษีในการเพิ่มขอบเขตของการแก้ปัญหานี้

3. Sanctions to hit EU buyback firms: Iran oil chief
            ตัวแทนของบริษัทน้ำมันของอิหร่านออกมากล่าวในวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า “บริษัทต่างๆในยุโรปที่เป็นเจ้าของสัมปทานในประเทศอิหร่านอาจจะเสียสิทธ์ในการส่งออกน้ำมันไปยังกลุ่มสหภาพยุโรปในอาทิตย์หน้า” เนื่องจากรัฐสภาของอิหร่านกำลังตัดสินใจในวันอาทิตย์ว่าจะอุปทานการส่งออกน้ำมันไปยังกลุ่มสหภาพยุโรปในเร็ววันนี้เพื่อเป็นการตอบโต้ท่าทีของสมาชิกสหภาพยุโรปที่จะหยุดนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านในวันที่ 1 กรกฎาคมที่จะถึงนี้

4. Greece, creditors on verge of clinching debt deal
                ตัวแทนของกรีซและเจ้าหนี้ภาคเอกชนออกมากล่าวเมื่อวันเสาร์ว่าการตกลงกันใกล้จะเสร็จสิ้นแล้วโดยยังเหลือเรื่องที่ต้องตกลงกันเล็กน้อยและคาดว่าจะเสร็จสิ้นได้ในสัปดาห์หน้า โดยเนื้อหาสำคัญคือการเปิดเผยแผนการช่วยเหลือและหลีกเลี่ยงปัญหาการล้มละลายที่ควบคุมไม่ได้นั่นเอง โดยนาย Jean-Claude Juncker รมว.การเงินของยุโรปออกมากล่าวย้ำความมั่นใจว่า ทั้งสองฝั่งจะเสร็จสิ้นแผนการได้ทันเวลาที่ตกลงกันไว้ โดยทางฝั่งเจ้าหนี้ออกมาคาดการณ์ว่า ผู้ถือพันธบัตรจะยอมรับของตกลงของนาย Juncker ที่จะออกพันธบัตรฉบับใหม่ที่มีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่า 4 เปอร์เซ็นต์ได้ เพราะที่ผ่านมาเรื่องผลตอบแทนพันธบัตรเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการเจรจา ซึ่งรมว. ของกรีซก็ออกมาให้ความมั่นใจว่าสัปดาห์หน้าเรื่องการswap หนี้จะแล้วเสร็จได้ทัน
                Comment: ส่วนตัวคิดว่าเรื่องหนี้กรีซก็เป็นไปตามที่ทางทีมคาดการณ์แล้วว่า น่าจะแล้วเสร็จทันเส้นตายได้ โดยจะใช้วิธีการผลักหนี้ออกไปเรื่อยๆ แต่ที่น่าสังเกตคือ Credit rating ของประเทศกรีซนั้นจัดอยู่ในระดับ Junk Bond แต่การที่ขอดอกเบี้ยอยู่ที่ Rate 4% (เป็นอย่างมาก) นั้นก็ต้องมีประเทศอื่นใช้เรื่องกรีซเป็นต้นแบบในการเรื่องร้องขอประนอมหนี้ เช่น โปรตุเกส สเปน และอิตาลี เป็นต้น

5. Italy, Spain among EU Nations Downgraded by Fitch
            Fitch Ratings on Friday downgraded the sovereign credit ratings of Italy and Spain as well as Belgium, Cyprus, Slovenia, indicating there is a 1-in-2 chance of further downgrades in the next two years. In its statement,
            Fitch said these countries have near-term vulnerability to monetary and financial shocks.
            "Consequently, these sovereigns do not, in Fitch's view, accrue the full benefits of the euro's reserve currency status," Fitch said.



Fitch cut
Italy's rating to A- from A+
Spain to A from AA-
Belgium to AA from AA+
Slovenia to A from AA-
Cyprus to BBB- from BBB, leaving just one notch above junk status.
Ireland's rating of BBB+ was affirmed. (Maintain)

All of the ratings were given negative outlooks.

"Overall, today's rating actions balance the marked deterioration in the economic outlook with both the substantive policy initiatives at the national level to address macro-financial and fiscal imbalances, and the initial success of the ECB's three-year Long-Term Refinancing Operation in easing near-term sovereign and bank funding pressures," Fitch said.
Fitch's announcement follows a downgrade earlier this month by Standard & Poor's of nine euro zone countries, including Spain and Italy.

6. มุมมองของนายธนาคารจากธนาคารกลางตอบคำถามว่า ตอนนี้ Euro ยังน่าจะไปรอดได้
                คนที่ออกมากล่าวคือ Philipp Hildebrand ประธานธนาคารสวิสฯ ซึ่งจากการสำรวจธนาคารกลางต่างๆ จากสวิสฯ กลุ่มยูโรโซน อเมริกาเหนือและละตินอเมริกา ได้ว่า 21% ของผลสำรวจเชื่อว่าการใช้สกุลเงินเดียวกันของ 17 ชาติของยุโรปจะล้มใน 5 ปี แต่ก็มีถึง 35% ที่เชื่อว่าสกุลเงินยูโรจะยังคงใช้อยู่


วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ความเสี่ยง ! สิ่งที่เราต้องเผชิญในปี 2012


                ใกล้จะถึงปีใหม่แล้วนะครับก็ไม่เคยคาดคิดหรือคาดหวังว่าจะมีคนสนใจบล็อกเล็กๆ ของผมมากขนาดนี้ ขอบคุณทุกกำลังใจ ทั้งพลังเงียบ และพลังไม่เงียบ นะครับที่ส่งมาให้ :):D

                หลายคนอาจจะมีความรู้สึกไม่ดีกับคำว่า “ความเสี่ยง” แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า ความเสี่ยง นั้นจริงๆ แล้วก็เป็นผลดีกับคุณก็เป็นได้ ในทางสถิติความเสี่ยงก็คือค่าที่ผันผวน (SD) ออกจากค่าเฉลี่ยที่ควรจะเป็น (MEAN)  ในทางการเงินความเสี่ยงก็คือ ค่าที่ผันผวนจากผลตอบแทนที่ควรจะได้รับ แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้คนส่วนใหญ่ย่อมวิตกไปในเชิงลบ (Downside) มากกว่า เชิงบวก (Upside) แน่นอนครับผมก็เป็น 1 ในนั้นเช่นกัน

                แต่ที่ผมจะเสนอในบทความนี้ก็คัดสรรมาจากหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นประจำวันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม 2554 นี่เองครับ
โดยทางหนังสือพิมพ์ได้นำเสนอบทความชิ้นหนึ่งที่ผมสนใจคือ “แนวโน้มความเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจปี’55” แต่สำหรับผมแล้วรู้สึกเนื้อหามันจะสื่อไปทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯเสียมากกว่าจึงข้อตั้งชื่อหัวข้อ ตามทางของตัวเองนะครับ

                เรื่องมีอยู่ว่า ปีหน้าให้จับตาเรื่องสำคัญ 4 เรื่องที่จะเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง (กับตลาดสหรัฐฯ ??) คือ
1.       ภาวะซบเซาทั่วโลก การเติบโตทั่วโลกจะลดลงเหลือประมาณ 2.7% ในปี 2555 จาก 3% ในปีนี้ แต่จะขึ้นอยู่กับแต่ละทวีป เช่น ยุโรปก็น่าจะเข้าสู่ภาวะถดถอย จีน ลดการเติบโตเพื่อชะลอเงินเฟ้อ  ที่มา: บริษัท HIS Global Insight
2.       ปัญหายึดทรัพย์ แม้ล่าสุดตัวเลขอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ จะออกมาดี แต่นักวิเคราะห์ก็เชื่อว่าตลาดที่อยุ่อาศัยในปีหน้า ปัญหาเรื่องการยิดทรัพย์จะทำให้ราคา ยอดขายและการก่อสร้างใหม่ๆ ลดลง ซึ่งก็มีข้อมูลตัวเลขว่าวนเดือนตุลาคมมีบ้านที่ถูกยึดหรือบ้านที่เจ้าของไม่ได้ชำระเงินตามกำหนด 3 เดือนหรือมากกว่านั้นอยู่ที่ 3.4 ล้านหลัง ที่มา: Barclay Capital  
3.       ตลาดงานซบเซา เช่นกันครับแม้ตัวแลขการจ้างงานล่าสุดจะลดลงสูงสุดในรอบ 3 ปี แต่ก็ยังมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะเพิ่มแรงงานได้เฉลี่ย 123,000 ตำแหน่งต่อเดือน นั่นคืออัตรา Unemployment Rate จะสูงกว่า 8% ต่อไปจนถึงการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน  ที่มา: Well Fargo
4.       การรัดเข็มขัดของรัฐบาล ทั้งจากภาครัฐบาลท้องถิ่นและมลรัฐ ซึ่งการลอยแพและการตัดงบประมาณ จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตในปีที่ผ่านมา จะลบการเติบโตของปี 2555 ราว 0.3% ส่วนการลดงบประมาณของรัฐบาลกลาง จะลดการเติบโต 0.23%
แต่อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์เอกชนส่วนใหญ่ก็เชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯจะโตปานกลาง 2% ในปี 2555

คำถามคือ? ทำไมเศรษฐกิจสหรัฐฯจะโต 2% ทั้งๆที่หลายๆ อย่างก็บอกแล้วว่าจะลดลง ???

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Poker's View Point :)

ใครเคยเล่น Poker บ้างครับ??? :>
วันนี้ผมแอบเล่น poker ในชั่วโมงงานครับ 555 จริงๆแอบเล่นมา อาทิตย์กว่าแล้วครับ แต่พอดีว่าเพิ่งจะปล่อยไพ่วันนี้ครับ :)




จริงๆก็คือเรื่องหุ้นแหละครับ เคยคิดมั้ยครับว่าถ้าเรารู้ไพ่คนอื่นก็คงดีนะ ซึ่งในโลกของการพนัน คงเป็นไปไม่ได้เพราะคงโดนเพื่อนร่วมวง ฆ่าตาย ใช่มั้ยครับ อิอิ

แต่ในโลกของการลงทุนทำได้ครับ ทำยังไงล่ะ? ถ้าพูดง่ายๆ ก็คือดูว่าวันไหน Volume ของหุ้นตัวนั้นปูดขึ้นมา ก็เป็นไปได้ครับที่เจ้า (ตายแหละ เล่นหุ้นก็มีเจ้า) จะเข้าไปเก็บหุ้นของตัวเองครับ ซึ่งถ้าเราสามารถตาม volume ของหุ้นได้เก่งๆ (ถ้าเป็น น้องเม่าแนะนำให้ ตามพวก Most Active Volume) ก็จะพบว่าที่จริงแล้ว เรื่องเจ้ามือนี่ดูง่ายนิดเดียวจริงๆ แล้วเก็บตัวเลขเหล่านี้ไว้ในใจ แล้วชูมือขึ้นมา 2 นิ้ว เอ๊ย!!!!

แล้วก็พยายามแกะรอยต่อไปว่าพฤติกรรมเค้าเป็นยังไง ซื้อ-ขาย เวลาไหน เชื่อมั้ยครับว่าหุ้นทุกตัวมีเวลาในการซื้อขายของมัน!!! แน่นอนครับว่าอาจจะไม่ตรงกันทุกวัน แต่บางทีผมก็รู้ว่า หุ้นตัวนี้ถ้าเลยเวลานี้ไปแล้ว มันก็หมดรอบของมัน (ระหว่างวัน) แล้วครับ

ไว้ถ้าคิดอะไรออกจะเอามาอธิบายเพิ่มเติมครับ :)

ปล. แปลกแต่จริงนะครับ เล่นหุ้น แต่ได้ดูไพ่ชาวบ้าน เนี่ยยยยยยยยย สรุปการพนันหรือการลงทุนหว่าาาาาา อิอิ แต่วันนี้หน้าบานเยย ขายเย้ยเจ้าได้ อิอิ

คำเตือน! การเล่นหุ้น(ปั่น)มีความเสี่ยง นักลงทุน(ที่รักความเสี่ยง) ควรให้ความสนใจกับข้อมูลต่างๆ ให้มาก ไม่งั้นจะติด ด อ ย ได้นะ จ๊ะ อิอิ

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คุณคิดเหมือนผม... หรือไม่ ???

คุณคิดเหมือนผมมั้ยครับ ?????

คุณคิดว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสามารถขึ้นถึง 50 จุดในวันเดียวได้หรือไม่ ครับ

คุณคิดว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะปรับตัวขึ้นถึง 5 % ในวันเดียวได้หรือไม่ ครับ

คุณคิดว่าใน 1 วัน จะมีการซื้อขายตอนเช้า 30,000 ล้านและทั้งวัน กว่า 60,000 ล้าน ได้หรือไม่ ครับ

คุณคิดว่าต่างชาติ หมายถึงคนในทวีปยุโรปและอเมริกาเท่านั้น หรือไม่ ครับ

คุณคิดว่าตลาดต่างประเทศ (เช่น HSKI และ NIX) บวกเกือบ 2 % ได้หรือไม่ ครับ

คุณคิดว่า เกือบ 3% ที่เหลือ มาจากเหตุผลเรื่องการเลือกตั้ง ใช่ หรือไม่ ครับ

คุณคิดว่าเพราะการเมืองไทยเริ่มมีเสถียรภาพทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจในการลงทุนในอนาคตมากขนาดนั้น หรือไม่ ครับ

คุณคิดว่า "เพื่อไทย Effect" = "July Effect + Monday Effect" หรือไม่ ครับ

สิ่งที่ Blogger เขียนขึ้นมา ไม่ใช่ว่า Blogger ไม่ชอบพรรคใด พรรคหนึ่งนะครับ Blogger ก็ยังเคารพการตัดสินใจของส่วนรวมครับ และหวังว่าพวกเขาจะช่วยกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยได้สำเร็จครับ

แต่อยากให้เข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นนั้น เพราะตลาดหุ้นเป็นแหล่งที่รวมทุกๆ อารมย์ "สุข เศร้า สมหวัง เฮฮา โลภ กลัว หดหู๋ สิ้นหวัง" ทุกอย่างจริงๆ ฉะนั้น เราต้องเข้าใจนะครับว่า สิ่งใดที่มีขึ้น ย่อมมีลงครับ ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ทุกคนประมาท และคาดหวังว่าจะทุกอย่างจะสวยงาม (ทุกอย่างนะครับ) เมื่อนั้นแหละครับ ความโลภจะเข้าครอบงำคุณ
"ระลึกไว้นะครับ ลงทุนในหุ้น ไม่ใช่เล่นพนันในหุ้นครับ"

ขอให้ทุกคนโชคดีในตลาดหลักทรัพย์แห่งนี้ครับ โอกาสจะมีให้กับคนที่พร้อมเสมอครับ :)

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ได้เวลาจ้องมองผลประกอบการของบริษัท อีกครั้ง ตอนที่ 2 ตลาดหุ้นไทย

ขออภัยที่มาเขียนอัพบล็อกช้าเหลือเกิน วันนี้ติดธุระเยอะมากเลยครับ เฮ้ออออ เหนื่อย (บ่นๆ)

ก็ขอต่อกันที่เรื่องของผลประกอบการนะครับ เรามองไปที่สหรัฐ ณ วันที่เขียนอยู่นี้ ถามว่าดัชนีหลักทรัพย์ขึ้นมาหลายวันเพราะเรื่องมาตรการรัดเข็มขัดของกรีซ ใช่หรือไม่ ในมุมมองของ Blogger คงต้องบอกว่ามันก็เกี่ยวข้องครับ แต่น้อยเหลือเกิน ตอนนี้เขากำลังมุ่งมาที่ ผลประกอบการกันทั้งนั้นแล้วแหละ (CNBC ช่วยให้เราติดตามสถานการณ์ได้ดีจริงๆ แต่อย่าถามนะครับว่าเขาพูดอะไร? ผมแปลไม่ออกหรอก อิอิ)

ตลาดหุ้นของเมืองไทย ในรอบไตรมาส 2 เจออะไรมาบ้าง???

1. ราคาดัชนีหุ้นที่ขึ้นและลงกันรุนแรงเหลือเกิน เสียดายที่เมืองไทยเราไม่มี Volatility Index วัดออกมา เพื่อดูว่าแกว่งขนาดไหนกันเชียว แต่ถ้าใครเป็นนักลงทุนเล่นรอบผมว่า ถ้าคุณคาดการณ์จังหวะของตลาดดีๆ คุณก็ทำกำไรได้หลายรอบเลยครับ

    ดัชนี SET Index เมื่อวันแรกของไตรมาส 2 คือ 1 เมษายน ดัชนีปิดที่ 1064.35 จุด และเคยทำ High สูงสุดของไตรมาสในวันที่ 21/4 ที่ 1113.63 จุดและปิดที่ 1109.92 จุด ซึ่งเป็นการทำ High สูงสุดของ SET Index ในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว  แต่หลังจากที่ขึ้นไปทดสอบที่ ระดับ 1100 จุดได้ไม่นาน ตลาดหุ้นไทยก็ค่อยๆ ปรับตัวลดลงและถ้าดูในกรา รายวัน ในรอบ 6 เดือนก็จะพบว่า Trend ของ SET อยู่ในระยะ Downtrend ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า ผลกระทบจากสึนามิของญี่ปุ่น มีผลเป็นอย่างมากกับตลาดหลักทรัพย์ของเรา เพราะทำให้บริษัทที่ต้องนำเข้าชิ้นส่วนจากญี่ปุ่น เช่น ธุรกิจยานยนต์ มีปัญหาในการผลิต แต่ในด้านแย่ก็ย่อมมีด้านดีนั่นคือ ธุรกิจพัฒนาที่ดินเช่น HEMRAJ, AMATA ได้รับประโยชน์เพราะนักลงทุนชาวญี่ปุ่นก็จะสามารถตัดสินใจลงทุนนอกประเทศ (FDI) ได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง

    นอกจากนี้ยังรวมถึงปัญหาเรื่องการยุบสภาของ รัฐบาล ซึ่งหลายฝ่ายก็ออกมากังวลว่าจะทำให้เสถียรภาพทางการเมือง และความมั่นคงของประเทศเราแย่ลงหรือไม่ (จริงๆ ปัญหานี้ในมุมมองของ Blogger ก็ขอบอกตรงๆ เลยว่า ต่างชาติชินแล้วครับ จะมีหรือไม่มี ก็ไม่ค่อยเกี่ยวข้องเท่าไรนักหรอก อาจจะเป็นเหตุผลในระยะสั้น หรือเป็นการหาเรื่องขายหลักทรัพย์ออกมารับรู้กำไร นั่นเอง)

2. Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติ ขออนุญาตนำรูปจากเว็บไซต์ www.Stock2Morrow.com มาเป็นตัวช่วยอธิบายครับ จริงๆแล้ว จุดที่น่าสังเกตคือ ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา FundFlow ของต่างชาติ ได้ทำการขายสุทธิเป็นจำนวนเงินถึง 40,000 กว่าล้านบาท






























ที่มา: http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=22159

แต่ จุดที่น่าสังเกตคือ Blogger ได้ทำการเก็บสถิติการซื้อขายพันธบัตรของ ชาวต่างชาติ จะพบว่าเงินที่ออกจากตลาดทุนนั้น เงินส่วนหนึ่ง(ซึ่งเป็นส่วนใหญ่เลย) จะเข้ามาพักอยู่ในตลาดตราสารหนี้ครับ โดยเฉพาะในรอบอาทิตย์ที่ผ่านมา ต่างชาติซื้อตราสารหนี้สุทธิแล้ว เฉียดๆ 15,000 ล้านบาท ในเดือนมิถุนายน (Blogger จะนำเสนอรูปให้เห็นในโอกาสต่อไปครับ)

นักอ่านบางท่านอาจสงสัยว่า แล้วทำไมค่าเงินบาทของเราถึงอ่อนค่าลง? ก็ต้องแจ้งว่า เพราะปัญหาเรื่องในยุโรปเป็นส่วนใหญ่ อาจจะมีเงินทุนบางส่วนครับที่หมุนเวียนจากประเทศไทย ไปเข้าในกลุ่ม TIP (Thailand, Indonesia, Philipines) และ จาก Taiwan, SouthKorea ไหลกลับประเทศแม่ซึ่งเป็นของเจ้าของกลุ่มนักลงทุน  ทำให้ Supply ในเงินของ กลุ่มประเทศ ASIA ลดลง และค่าเงิน EURO ก็อ่อนค่าลงเช่นกัน (แหม ปัญหาเรื่องกรีซ ทำวุ่นวายทั้งโลกจริงๆ เลยนะ) รวมถึงเรื่องการปรับลด Credit ของธนาคารในยุโรป 

ขอบอกเลยครับว่า จากที่ผมสังเกตแล้ว นักลงทุนต่างชาติ เหมือนกำลังรอเวลาครับ ที่จะเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นบ้านเราอีกรอบ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ก็ได้รับการคลี่คลายไปพอสมควรแล้ว ที่จะเหลือระเบิดเวลาให้ดูอีกนิด ก็คือ ปัญหาเรื่อง Stress Test ของธนาคารพาณิชยในยุโรปและ ปัญหา Default Debt ของประเทศสหรัฐอเมริกาครับ

3. ผลประกอบการของบริษัท

ในไตรมาส 2 บางกลุ่มอุตสาหกรรมก็ได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ เลยครับ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กำไรรายไตรมาสน่าจะได้รับประโยชน์จาก สึนามิของญี่ปุ่น เพราะนักลงทุน (จริงๆ นักวิเคราะห์จะเลี่ยงใช้คำนี้ครับ พวกเขาจะใช้คำว่า ได้รับผลกระทบน้อยมากแทน เพื่อไม่ให้ฟังดูแย่ แต่ Blogger เป็น Broker บ้านนอกพูดคำตรงๆ ก็ขอใช้คำนี้แหละครับ)
ถามว่าเราได้ประโยชน์เต็มๆ เพราะอะไร ทำไม ประเทศฟิลิปปินส์ อินโดฯ ไม่ได้บ้างล่ะ ก็ต้องบอกว่าเพราะประเทศเรา ที่ดินยังมีอีกเพียบครับ (เออ น่าแปลกใจนะ แล้วทำไมในตัวเมืองมันก็หนาแน่นจัง) เช่น นิคมอุตสาหกรรม อมตะ ที่ชลบุรี เป็นต้น ไตรมาสนี้เลยน่าจะได้รับผลงานที่สวยไปเลยครับ

ขออนุญาตทิ้ง Keyword ไว้หน่อยนะครับ สำหรับใครที่จะเอาบทความในบล็อกผมไปนึกต่อ
Flow ของต่างชาติ (Bond, Equity, Currency), ปัญหากรีซ, การเลือกตั้ง, กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่น :)

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ได้เวลาจ้องมองผลกำไรของบริษัท อีกครั้ง ตอนที่ 1 ตลาดอเมริกา

คัดลอกและดัดแปลงจาก หนังสือพิมพ์"ข่าวหุ้น" ฉบับประจำวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ถึงเวลาจ้อง “ผลกำไรบริษัท” กันอีกครั้ง 
















     

สำหรับนักลงทุนมือใหม่แล้ว อาจจะยังไม่ทราบกันว่า ผลประกอบการของบริษัทใน 1 ปี จะมีด้วยกันเป็น 4 ไตรมาส นั่นก็คือ ไตรมาส 1 คือเดือน มกราคม- มีนาคม และจะประกาศผลประกอบการใน เดือนเมษายน ที่ผ่านมาเป็นต้น นี่คือธรรมเนียมของปีการเงินที่ตรงกับปีปฎิทิน

ถามว่ามีบริษัทอื่น ที่ไม่เป็นไปตามทำนองนี้หรือไม่? คำตอบคือ มีครับ เช่น บริษัทน้ำตาล KSL, KBS เพราะเป็นช่วงน้ำตาลเข้าหีบจะเป็นช่วงที่ไม่สอดคล้องกับ การบันทึกรายได้ของบริษัทฯนัก จึงทำให้บริษัทฯ เลือกที่จะประกาศผลประกอบการในเดือน มิถุนายน

เพราะฉะนั้นขอสรุปคร่าวๆ ได้ว่า ถ้าบริษัททั่วไปคิดปีการเงินตรงกับปีปฏิทิน เราจะได้เห็นผลประกอบการในไตรมาส 1 -4 เป็นดังนี้ครับ เดือน เมษายน (1) เดือนกรกฎาคม (2) เดือนตุลาคม (3) และเดือนมกราคมของปีหน้า (4) โดยที่อาจจะมีการผ่อนปรนระยะเวลาในการทำบัญชี ภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ก็ไม่น่าจะเกิน 1 เดือน (นอกจากทำเรื่องขออนุญาตกับ ตลาดหลักทรัพย์ แต่ก็จะมีระยะเวลาที่กำหนดอยู่)

ที่จั่วหัวเรื่องนี้ก็เพราะว่า เดือนหน้าก็เป็นเดือนกรกฎาแล้วครับ หลังจากที่เดือนมิถุนา กำลังจะผ่านพ้นไปก็มีข้อสังเกตว่าผลประกอบการต่างๆ จะออกมาดีมั้ย เพราะต้องเจอปัญหาต่างๆ นานา เช่น เรื่องปัญหาสึนามิของญี่ปุ่นที่จะเข้ามาเต็มตัว และปัจจัยระยะสั้นของเดือนนี้ คือ ปัญหาเรื่องหนี้กรีซ(จริงๆ เป็นปัญหาข้ามปี แต่มันมารุนแรงอีกครั้งในเดือนนี้ครับ) และการยุติ QE2 ของเฟด อย่างไรก็ตามเมื่อเข้าถึงช่วงเดือนหน้าแล้ว นักลงทุนก็จะให้น้ำหนักกับ 2 ปัจจัยข้างบนน้อยลงไป เพราะจะได้เวลาที่นักลงทุนจะมาดูกำไรของบริษัทในช่วงไตรมาสสองจะเป็นอย่างไร?

Blogger จะขอนำคำพูดของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (ของสหรัฐ)มามอง แล้วจะวิเคราะห์ของไทย ตามลำดับ (ต้องขออนุญาตยกไปไว้ตอนที่ 2 ครับ) ดังนี้นะครับ ผู้บริหาร FedEx รายงานว่ากำไรและยอดขายในช่วงไตรมาสที่ 4 (สิ้นสุดเดือน พค) ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด และแนวโน้มก็จะดีไปด้วย ซึ่งทำให้หุ้น FedEx พุ่งขึ้น 3% และหุ้น UPS ซึ่งเป็นคู่แข่งปรับตัวขึ้น 1% ไปด้วย หุ้น Chainsupermarket ก็ประมาณการกำไรอย่างแข็งแกร่งในช่วง 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา
"โดยรวมแล้ว คาดว่า กำไรในช่วงไตรมาสสองจะค่อนข้างแข็งแกร่ง"
กำไรของบริษัทที่มีน้ำหนักในดัชนี S&P จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 14% และยอดขายจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% นั่นถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะมันชี้ว่า บริษัทกำลังทำเงินอีกครั้งเพราะมีดีมานด์ต่อสินค้าและบริการ ของพวกเขาอย่างแท้จริง ซึ่งตรงข้ามกับการลดต้นทุน เพื่อรักษาส่วนต่างกำไร 

แต่ภาคการเงินเป็นข้อยกเว้นสำหรับกฎข้อนี้ (ขอเน้นว่านี้ยังเป็น view ของตลาดหุ้น US)
โดยคาดว่า การเติบโตของรายได้ในภาคการเงิน จะลดลงมากที่สุดในบรรดา 10 ภาค
เมื่อมองไปยังตลาดที่เหลือ  การดีดตัวของราคาโภคภัณฑ์ กำลังช่วยให้กำไรโดยรวมสูงขึ้น และคาดว่า บริษัทพลังงานและวัสดุจะมีระดับการเติบโตปีต่อปีที่แข็งแกร่งที่สุด  ส่วนภาคสุุขภาพและสาธารณูปโภคซึ่งเป็นภาคเดียวที่คาดว่าจะมีกำไรลดลง เป็นภาคที่ล้าหลังอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ดี ยังคงมีหลายๆ เหตุผลที่น่ากังวลอยู่  และดูเหมือนว่า  จะมีความไม่สอดคล้องกันระหว่างประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเลวร้ายลง กับ ประมาณการกำไรซึ่งดีขึ้น ซึ่งมีทั้งนักวิเคราะห์ที่มีมุมมองเป็นบวก และมุมมองที่เป็นลบ ต้องสิ่งที่เกิดขึ้น

เช่นนักวิเคราะห์ของแฟกซ์เซ็ต ออกมาบอกว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาทำให้คิดว่าตัวเลขกำไรจะลดลงสำหรับช่วงไตรมาส 3และ 4 แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น  CEO หลายคนได้พูดถึงสิ่งที่ดีๆ เกี่ยวกับบริษัทของพวกเขา แต่ไม่ได้สนับสนุนความเชื่อมั่นนี้ด้วยการจ้างงานเพิ่ม นั่นคือปัญหา


ในขณะที่หัวหน้าฝ่ายธนาคารพาณิชย์สหรัฐฯ ก็บอกมากล่าวว่า หลายๆ บริษัทรู้สึกเป็นลบเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม แต่ก็ยังคงมองธุรกิจของตนเองในด้านบวก   นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าประมาณการกำไรโดยรวมสูงเกินไป


โดยได้ทำการเปรียบเทียบผลกระทบที่จะเกิดขึ้นว่า หากไฟไหม้บ้านที่อยู่ถัดไปจากบ้านคุณ คุณจะรู้สึกเชื่อมั่นโดยนั่งอยู่เฉยๆ เพราะในขณะนี้ไฟยังไม่ได้ไหม้บ้านคุณอย่างนั้นหรือ ?

ซึ่งก็มีบางบริษัทที่ออกมาปรับลดประมาณการเมื่อต้นเดือน เช่น บริษัท TEXAS Instrument เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ยอดขายในยุโรปซบเซา ผลกระทบของแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น เพราะเป็นที่ทราบกันว่า ธุรกิจการค้าของสหรัฐ กับ ญี่ปุ่น มีความเกี่ยวเนื่องกัน อย่างมาก

นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่า ส่วนต่างกำไรล่าสุด มีความแข็งแกร่งมากเป็นพิเศษ    มันจึงเป็นไปได้ว่า ส่วนต่างกำไรได้พุ่งสูงสุดแล้ว และอาจจะไปไหนไม่ได้อีก  นอกจากต้องปรับตัวลง  
ซึ่งก็มีนักวิเคราะห์ได้ออกมากล่าวถึงเช่นกันว่า ส่วนต่างกำไรของบริษัทใกล้สูงเป็นประวัติการณ์แล้ว คำถามคือ มันจะประคับประคองต่อไปได้หรือไม่ และในขณะที่ตลาดมีกำลังใจมากเมื่อหลายๆ บริษัทเตรียมจะรายงานผลกำไร แต่ก็ยังต้องให้นักลงทุนระมัดระวังอยุ่เช่นกัน


Blogger จะพยายาม อัพเดทผลประกอบการของบริษัท รวมถึงอัพเดทวันที่บริษัทจะประกาศทั้งในสหรัฐ และในไทย แล้วถ้ามี Consensus ก็จะรายงานให้ทุกท่านทราบนะครับ :)

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

10 Highest Grossing Superhero Movie Franchises

    บทความนี้ขอเว้นวรรคและพักสมอง เสียน้อยครับ วันหยุดทั้งที จริงๆแล้ววันหยุดผมชอบไปดูหนังนะครับ แต่พอมาทำงานด้านการลงทุนด้านหลักทรัพย์ แล้วก็เริ่มห่างเหินจากโรงภาพยนตร์เหลือเกิน (หลังจากขายหมู หุ้น MAJOR ไป T_T) ภาพยนตร์ที่ชอบๆ ก็มีหลายแนวครับ เช่นแนว Comedy, Action Sci-Fi ครับ แต่บทความนี้ขอนำ ภาพยนตร์แนว SuperHero มานำเสนอละกันนะครับ คัดเน้นๆ มา 10 เรื่อง (เพราะเรื่องที่ 11 ไม่มีข้อมูลฮะ - -")
ภาพยนตร์แนว Superhero ภาคต่อที่สร้างรายได้เป็นจำนวนมากให้กับผู้จัด ถ้าในเมืองไทยก็คงไม่มีใครเกิน บ้านทรายทอง, นางนาค (อิอิ)  ต้องอินทรีแดง ซิ เมพเหลือเกิน เมพขิงๆ เยย หุหุ แต่ตอนนี้ขอแนะนำไปทีหนังที่ออกฉายใน Hollywood ที่สร้างรายได้และชื่อเสียง (และชื่อเสีย) ให้กับผู้จัดนะครับ โดยภาพยนตร์หลายเรื่อง เมื่อเห็นก็ต้องร้องอ๋อ (ใครวะ) เพราะดัดแปลงมาจาก วิดีโอเกม และ หนังสือการ์ตูน ชื่อดัง แล้วนำมาฉายสู่ จอใหญ่นั่นเองครับ
ข้อมูลเอามาจาก BoxOfficeMojo.com, เว็บไซต์ลูกของ IMDB ครับ และสรรหามาจาก www.CNBC.com ครับ และให้เสียง (พิมพ์) เป็นภาษาไทยโดย Bankiez เองครับ อิอิ
ปล. ส่วนใหญ่หนังแนว Superhero ที่ปรากฎนี้จะมาจากค่าย Marvel นะครับ ของเขาแรงจริง หุหุ (รายได้ขอแสดงเป็น US$ ตามเว็บที่เก็บข้อมูลนะครับ ถ้าใครอยากรู้ราคาเป็นไทยก็เอา 30.53 บาท ราคา ณ วันที่ 21 มิ.ย. 54 คูณเอานะครับ อิอิ)
 
10. Hellboy                                                                                          Total: $135.6 million

ฮีโร่พันธุ์นรก (ถ้าแปลชื่อหนังเป็นไทยก็คือ เด็กนรก O_o แปลง่ายเชียว) ออกฉายมาแล้ว 2 ภาค สร้างรายได้ให้กับผู้สร้างซะตัวอ้วน (แดง) ได้ดีทีเดียวครับ เป็นบทละครจากค่าย Dark Horse Comics นั่นเองครับผม 
(อย่าถามผมนะว่าคือ ค่ายอะไร เพราะผมก็มะรู้จักเหมือนกัน ><)
ปล. ขอบอกความโง่ของ Blogger นิดนึงครับ เคยนึกว่าเรื่องนี้ชื่อ Hell Blue Boy น้ำเชื่อมลอยมาเชียว -0-
Hellboy II: The Golden Army (7/11/08): $75.9 million
Hellboy (4/2/04): $59.6 million 

9. Blade                                                                       Total: $204.9 million
 
นักล่าพันธุ์อมตะ ถ้าใครทันดูจะหลงรัก แวมไพร์หนุ่มรูปงามนามว่า Edward (นั่นมันเรื่อง twilight แล้ว) ครับ ใครติดใจในลีลาควงดาบเท่ๆ ค่อยตามล่าอสูรกาย ของ Blade ชื่อเดียวกับชื่อหนังฮะ ช่างคิดเหลือเกินนะคนสร้าง! เดี๋ยวให้มาอยู่เมืองไทยซะนี่จะได้รู้ว่า ชื่อภาพยนตร์ของไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก หุหุ  อ๋อ หนังเรื่องนี้มาจากบทการ์ตูนของ Marvel นะครับ
ปล เป็นที่น่าแปลกใจนะครับที่ ภาค 2 สร้างกำไรได้มากกว่าภาคแรกอีก (แสดงว่า มันน่าจะสนุกขึ้น) แต่ภาคสุดท้ายกับรายได้น้อยสุด เอ่อ จะว่าไงดีหว่า สรุปมันสนุกขึ้นมั้ยเนี่ย
Blade II (3/22/02): $82.4 million
Blade (8/21/98): $70.1 million
Blade: Trinity (12/8/04): $52.4 million 


8. Teenage Mutant Ninja Turtles                          Total: $256.2 million
 
นินจาเต่า นั่นเองครับ มีหลายตัวเหลือเกิน เคยสงสัยนะครับว่า ถ้าผ้าคาดสีมันหายเนี่ย พวกเดียวกันเองจะจำกันได้มั้ยว่าใครชื่ออะไร - -“  พี่นินจาเต่าเราสร้างมาแล้ว 3 ภาคครับผม (ตั้งแต่ Blogger ยังไม่เกิดเยย :p ทำตัวแอ๊บเด็ก อิอิ)
ผลงานการสร้างโดย  Mirage Studios
Teenage Mutant Ninja Turtles (3/30/90): $135.2 million
Teenage Mutant Ninja Turtles II (3/22/91): $78.7 million
Teenage Mutant Ninja Turtles III (3/19/93): $42.3 million

 
7. The Hulk                                                                     Total: $266.9 million
Hulk นะค่ะ คนดีของฉัน :> อิอิ ถ้าโดน Hulk มีหวังคง ดั้งหักอ่ะครับ อย่าไปทำพี่เขียวเราโกรธ เลยจะดีกว่า หุหุ แต่มาดูรายได้ของทั้ง 2 ภาคก็ไม่ต่างกันมากนะครับ (ถ้าไม่เอา การ compound interest + inflation + convert exchange เริ่มเป็น Finance เข้ากับ Blog ขึ้นเรื่อยๆ อิอิ)
ผลงานการสร้างก็โดย เฮีย Marvel เจ้าเก่านะครับผม


 
The Incredible Hulk (6/13/08): $134.8 million Hulk (6/20/03): $132.2 million 



6. Fantastic Four                                                        Total: $286.6 million
เรื่องราวของ 4 อรหันต์ นั่นเอง อิอิ ต้องขอบอกว่า ผมเองก็จำไม่ได้แล้วว่าได้ดูภาค 2 รึเปล่า - -'' เหมือนจะได้ดูแต่ก็ไม่ค่อยคุ้นแฮะ ใครจะว่ายังไงไม่รู้นะครับ แต่ถ้าได้เป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นมนุษย์ยาง แล้วยืดได้ นี่ก่อน.... อิอิ เหมือน....... ลูฟี่ จากการ์ตูนเรื่องวันพีช ไงครับ (อย่าคิดเยอะๆ) ด้วยพลังพิเศษของ SuperHero แต่ละตัวก็เป็นที่น่าสังเกตนะครับ ว่าทำไม มันถึงได้เท่อย่างนี้ สร้างมา 2 ภาค ผลตอบรับได้ด้านรายได้ก็ถือว่าดีนะครับ (เกิน 100 ล้าน ทั้ง 2 เรื่องเลย) แน่นอนครับ
ค่าย Marvel ส่งเข้าประกวดเช่นเคยฮะ


Fantastic Four (7/8/05): $154.6million
Fantastic Four: Silver Surfer (6/15/07): $132 million




5. Superman                                              Total: $518.1 million

พ่อหนุ่ม Clark kent ที่มาจากดาวอันไกลโพ้น ต้องมาแปลงร่างเป็น Superhero จากตู้โทรศัพท์ พร้อมทั้งบอกให้คนทั่วโลกรู้หมดเยย ว่าใส่ กางเกงใน สีอะไร >//< แหมพี่ สุดยอดจริงๆ Blogger ก็ชอบ Superhero ตัวนี้ตั้งแต่เด็กแล้วฮะ พร้อมทั้งได้ สัจจธรรมในชีวิตว่า ต่อให้ชนะ คนทั่วโลกแต่ก็แพ้ให้กับเธอ เอ๊ย แพ้ให้กับแร่ ที่ชื่อ "Kryptonite" แนวดีพี่ อิอิ
ปล. Superman ถ้าใครที่เป็นแฟนติดตาม หรือได้ยินเรื่องเล่าก็จะรู้ว่า เป็นหนังต้องคำสาป เรื่องนึงเลยทีเดียว เพราะแม้จะมีชื่อเสียงเยอะ แต่ หาคนที่จะมาแสดงเป็น Superman ได้ยาก (ลือว่า เพราะนักเขียนการ์ตูน สาปแช่งไว้ ไม่รู้ว่าเผาพริกเผาเกลือ ประกอบพิธีกรรมด้วยรึเปล่านะครับ อิอิ)
Top Performing Films:
Superman Returns (6/28/06): $200.1 million
Superman (12/15/78): $134.2 million
Superman II (6/19/81): $108.1 million


Characters owned by DC Comics


4. Iron Man                                                     otal: $630,845,432 


ใครชอบ Robert Downey Jr. ขอให้ยกมือขึ้น \^o^/ นอกเรื่องฮะ นอกจาก Iron Man แล้ว Sherlock Holmes ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมชอบเหมือนกัน (แม้จะไม่เหมือนในวรรณกรรมของ Conan Doyle เลยก็ตาม อิอิ) Iron Man เป็นภาพยนตร์ของ Marvel อีกแล้วนะครับ และเป็นเรื่องที่ขายดีซะด้วยซิ 2 ภาค ภาคละ 300 ล้านเหรียญ ถือว่าใช้ได้เลยครับ (แค่นี้ก็ รวยเละแล้วววววว)

Top Performing Films:
Iron Man (5/2/08): $318.4 million
Iron Man 2 (5/7/10): $312.4 million



 



3. X-Men          Total $786.4 million(ไม่รวม X-Men:Original ภาคใหม่สุดนะครับ)

ก็อยากบอกว่าเป็นหนังที่สร้างค่อนข้างถี่เหลือเกินครับ หลังจากไปสร้างเป็นการ์ตูน หรือเป็นละครฉายทางเวทีซะนานเชียว ในที่สุดก็หาจุดลงตัว (ก็ในจอเงินไง อิอิ)

ทำไมช่วงหลังๆผมว่ามันสนุกน้อยลงนะ - -" หรือคิดไปเองหว่า????

อ๋อ เรื่องนี้ก็ยังมาจากค่าย Marvel เหมือนเดิมครับ
Top Performing Films: X-Men: The Last Stand (5/26/06): $234.4 million
X2: X-Men United (5/2/03): $214.9 million
X-Men Origins: Wolverine (5/1/09): $179.8 million

Characters owned by Marvel




 
2. Spider-Man                     Total: $1.11 billion
ไอ้แมงมุม คือชื่อไทยของหนังเรื่องนี้ครับ ถ้าเป็น Spider-Woman คงจะเป็น อีแมงมุม มั้งครับ โฮะๆ หนังเรื่องนี้ในความคิดผม ผมว่าหลายๆคนคิดว่าเป็นที่ 1 แน่ๆเลย แต่ก็......ผิดนิสนุงนะ หุหุ เสียใจด้วยครับที่ผิดหวังกันไป แต่ถ้าดูรายได้ของแต่ละภาคแล้วก็ขอบอกว่าค่อนข้างจะคงตัว แปลว่า!!! โตแบบ growth คงตัวนะครับ อิอิ (แต่จริงๆ ก็โตน้อยลงๆ สงสัยพ่อปาร์คเกอร์เราจะหมดความน่าเร้าใจไปเสียหน่อย อิอิ)
แต่ผมว่าคงถูกใจใครหลายคนนะครับ กลางวันเป็นนักข่าว กลางคืนเป็นกระสือ เอ๊ย เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ แต่บางทีพี่แกตอนกลางวันก็เป็นนี่หน่า 555 เอาเถอะ ยังไงก็อยากดูภาคต่อ นะครับบบบบ มาเร็วๆ

Top Performing Films:
Spider-Man (5/3/02): $403.7 million
Spider-Man 2 (6/30/04): $373.6 million
Spider-Man 3 (5/4/07): $336.5 million

Characters owned by Marvel

และแล้วก็ถึงอันดับที่...... 1
จะเป็นเรื่องอะไรไปไม่ได้

นอกจาก

เรื่อง

เรื่อง

เรื่อง

BATMAN                                   Total: $1.45 billion


ดึงไปได้หลายย่อหน้าเลย อิอิ ก็อยากบอกว่า สะใจผมดี ส่วนตัวก็ไม่ได้เกลียดการดูหนังจากค่าย Marvel นะครับ เพียงแต่อยากให้ DC Comic ชนะก็แค่นั้นแหละ (อ้าว!!!) คือ ชอบ มนุษย์ค้างคาวอ่ะครับ อิอิ
จริงๆ กว่าจะรักก็ปาเข้าไป ภาค 3 ครับ หรือก็คือ ภาค The Dark Knight นั่นเองครับ หลายคนอาจจะติดใจในหนังของ Christopher Nolan นะครับ ผมก็คนนึงละ โดยเฉพาะ The Dark Knight สุดยอดจริงๆ ครับ


สร้างออกมาได้ลงตัวเหลือเกิน ไม่เค็มและไม่เลี่ยนจนเกินไป
พิมพ์แล้วก็คิดถึง Heath ledger จังเลยครับ เหมาะสมกับการแสดงเป็น Joker ด้วยประการทั้งปวงครับ ว่าแล้วก็ขอ RIP กับสุดยอด Joker แห่งโลกมายาครับ (และขอจบการนำเสนอ อันแสนยาวนาน ครับ ขอบคุณที่ทนอ่าน บทความนี้ครับ คนเขียนก็ขี้เกียจทำเสียเหลือเกิน - -")  


Top Performing Films:
The Dark Knight (7/18/08): $533.3 million
Batman (6/23/89): $251.2 million
Batman Begins (6/15/05): $205.3 million


Owned by DC Comics