แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พื้นฐาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พื้นฐาน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Dividend Payment

หลังจากบริษัทจดทะเบียนประกาศ ผลประกอบการไตรมาส 2 ก็จะสะท้อนแล้วครับว่า
1. ผลประกอบการของครึ่งปีที่ผ่านมาว่าดีหรือไม่? ถ้าแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ไม่ว่าจะเป็น เหตุจากฤดูกาล หรือความผิดปกติในบริษัทฯ ก็จะทำให้ผู้ถือหุ้นเริ่มเกิดความสงสัยได้ครับ วิธีการแก้ไขก็เช่นออกมาชี้แจงแถลงไขกันไป อิอิ หรือไม่ก็พยายามเร่งเครื่องทำฝีมือกันในครึ่งปีหลังครับ คราวนี้แหละจะได้เห็นฝีมือของ Management Team ซะหน่อย
2. ถ้าออกมาดีละ อิอิ มันก็ต้องตอบแทนคนที่เชื่อถือเป็นผู้ถือหุ้นกันบ้างซิ
ผู้ถือหุ้นหรือในชื่อเล่นในภาษาอังกฤษคือ Residual Claim(แปลว่า ผู้มีสิทธิคนสุดท้ายในของที่เหลืออยู่) ถ้าแปลแบบร้ายๆหน่อยก็ "ลูกเมียน้อย"อ่ะครับ ได้ของทีหลังสุด หึหึ ละครชัดๆ

เพราะผู้ถือหุ้นบางบริษัท อิ่มหมีพีมัน กว่าเจ้าหนี้เยอะครับ 5555 ก็แน่นอน เพราะผู้ถือหุ้นย่อมได้ถือเอาความเสี่ยงที่มากกว่าเจ้าหนี้นี่หน่า

แล้วอย่างนี้บริษัทที่น่ารักจะทำอย่างไรได้ล่ะ? ก็ต้องจ่ายปันผลซิครับ
เกริ่นมาซะยืดยาว จริงๆ ก็แค่จะเอาบริษัทจดทะเบียนที่จ่ายผลประกอบการเฉพาะกาล มาให้ผู้อ่านได้ตัดสินใจนั่นแหละครับ

ปล. ถือว่าผมเอาข้อมูลจริงๆมาลงละกันนะครับ ชอบตัวไหนก็ลองเอาไปศึกษากันได้ครับ เพราะองค์ประกอบก็มีอีกพอสมควร แต่ให้ช่วยตัดสนิกันง่ายๆนะครับ "ตราบใดที่บริษัทจ่ายปันผลออกมา เมื่อคำนวณเป็น Div Yield แล้วมากกว่า ดอกเบี้ยเงินฝาก เมื่อนั้น หุ้นตัวนั่นก็ยังมีเสน่ห์อยู่ในตัวของมันอยู่ครับ" :)

ขอให้เพื่อนๆ ที่ได้มาอ่านบทวิเคราะห์ได้เจอหุ้นที่โดนใจกันนะครับ

ข้อมูลราคาหุ้น ณ วันที่ 11 กรกฎาคม 2554 ครับ :)



ที่มา : หลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน), www.settrade.com

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Sector Media

กลุ่มสื่อ (Media) 

สำหรับหุ้นกลุ่มสื่อนั้น เป็นกลุ่มที่เป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจครับ (หุ้น Cyclical) น่าแปลกใจนะครับที่ จริงๆแล้ว ผมก็มองว่า มันน่าจะเป็นกลุ่มที่เป็น Defensive ที่ดีกลุ่มหนึ่งครับ แต่เนื่องจากว่าถ้าพิจารณาว่ารายได้ของธุรกิจพวกนี้หาได้จากอะไร? ก็ต้องยอมรับครับว่ามาจาก สปอนเซอร์ ในรูปโฆษณาเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกับสื่อทางโทรทัศน์ฟรีทีวี เช่น ช่อง 3 ช่อง7 ครับ ซึ่งจริงๆ ก็มีปลีกย่อย รายละเอียดให้น่าศึกษากันเยอะครับ เช่น ช่องฟรีทีวี นอกจากเก็บค่าโฆษณาเป็นหลักแล้วก็มีการให้เช่าช่วงเวลากับผู้จัดครับ เช่นช่อง 3 ให้ช่วงเวลากับผู้จัดละคร บริษัทต่างๆที่เราเห็นในตอนที่ละครมานั่นแหละครับ (แต่จริงๆแล้วช่อง 3 มีความน่าสนใจมากกว่านั้นครับ เป็นหนึ่งในหุ้นที่ผมเก็บไว้ในดวงใจตลอดเวลาครับ เพราะเป็นหุ้นที่ผมนำไป Present ตอนสมัครงานครับ 555)

เริ่มนอกเรื่องอีกแหละ จริงๆ อย่างที่บอกครับว่า Media จะเป็นหุ้นที่ตามเศรษฐกิจเพราะ ตัวสำคัญคือ ธุรกิจกลุ่มนี้จะใช้เม็ดเงินโฆษณาอย่างมหาศาลครับ บางคนอาจจะเคยได้ยินว่า โฆษณาออกอากาศนาทีละ เป็น 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาท) อันนี้จริงครับ ถามว่าแพงมั้ย? แล้วถ้าสามารถสื่อให้คนซัก 5% ของประเทศได้ชมกัน คุณคิดว่าดีมั้ยล่ะครับ?

... เกือบ 3 ล้านคนเลยนะครับ โอ้ว เฉลี่ยแค่นาทีละ 0.03 สตางค์ต่อคน กลายเป็นราคาถูกเลยทีเดียว :)

แล้วถามว่าในกลุ่มนี้มีหุ้นอะไรบ้าง ผมขอแค่เอ่ยถึงที่หุ้นที่มีชื่อเสียงในกลุ่มนี้ ละกันนะครับ

1. BEC แน่นอนครับ Market Cap สูงที่สุดในกลุ่มนี้ หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า "หุ้นช่อง 3" นั่นแหละครับ ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็คือกลุ่มผู้บริหารของช่องนั่นเองครับ "ตระกูลมาลีนนท์" นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมชอบหุ้นตัวนี้ครับ เพราะพูดง่ายๆ คือคุณเอากิจการของครอบครัวมาเพิ่มทุนในตลาดหลักทรัพย์ พวกเขาก็ไม่น่าจะยอมให้เกิดความผิดพลาดในธุรกิจของตระกูลหรอกครับ จริงๆก็มีบริษัทย่อยอีกเยอะในครับ เช่น Virgin, Thai ticket major เป็นต้นครับ

2. MCOT "หุ้นช่อง 9" เป็นหุ้นที่แปรรูปรัฐวิสาหกิจ (Privatization) ตัวหนึ่งในยุคของท่านอดีตนายกฯของเรานั่นเองครับ (ถ้าจำได้ก็ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ยังเป็นผู้อำนวยการช่องอยู่อ่ะครับ อิอิ) MCOT ได้ประโยชน์ข้อสำคัญคือ เป็นเหมือนตัวแทนของรัฐบาลครับ ทำให้สัมปทานต่างๆ ที่จะให้กับธุรกิจทางโทรทัศน์ก็จะมีองค์กรสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ก็ MCOT เนี่ยแหละเป็นหน่วยงานที่มอบหมายให้ครับ (สัมปทาน เป็นหนึ่งในต้นทุนของ ธุรกิจสื่อทั้งโทรทัศน์ วิทยุครับ :> )

Blogger เลยขอเอา เม็ดเงินโฆษณาที่ใช้ในสื่อต่างๆ มาโพสต์ให้เพื่อนๆ ได้ชมกันครับ

ขอบคุณหน่วยงานที่เก็บข้อมูลพวกนี้ก็คือ Nielsen Media Research ครับ และก็ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย เช่นเคยครับ

ไว้จะมาต่อเรื่องข้อมูลจากในตารางและ อัพเดทผลประกอบการนะครับ นั่งทำอยู่ 3 ชั่วโมง เหอะๆ สุดๆ = ="

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ผลประกอบการ Q2 มาแล้ว!!!! (Sector Bank)

จริงๆ ก็เกริ่นหัวให้เว่อร์แหละครับ แต่ถ้าใครสงสัยว่าทำไม Blogger ถึงให้ความสนใจกับผลประกอบการเหลือเกิน

ก็ต้องยอมรับครับว่า อาชีพ Broker เนี่ย อยู่กับตัวเลขทุกวันครับ แล้วผลประกอบการก็จะเป็นตัวชี้ให้เราเห็นว่าบริษัทฯที่ เราอุตส่าห์แนะนำลูกค้า ติดตามอ่านงบ ฟันธงราคาให้ซื้อ (ไม่กลัวหน้าแหกเลยเนี่ย) จะเป็นไปตามที่ข้อมูลที่เรามีหรือไม่

หลายคนอาจจะสงสัยนะครับว่า งั้นอาชีพ ผู้ตรวจสอบบัญชีก็น่าจะได้เปรียบซิ เพราะเขาจะรู้งบก่อนเพื่อน ก็ต้องชี้แจงเลยนะครับว่า ใช่และไม่ใช่ ครับ!!! ใช่คือ เขาจะรู้งบก่อนอาชีพอื่นจริงครับ แต่ก็ไม่ใช่ เช่นกันเพราะว่าตลาดก็จะมีการคาดการณ์ผลประกอบการไว้ครับ (นั่นแหละเลยทำให้เกิด อาชีพ นักวิเคราะห์ ไงครับ) แปลง่ายๆนะครับ คือ ไม่ว่าอาชีพไหนก็ไม่สามารถจะเอาชนะตลาดโดยอาศัยข้อมูลภายในได้ง่ายๆหรอกครับ เพราะต่างฝ่ายต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี (นักวิเคราะห์ขั้นเทพเนี่ย คาดการณ์งบฯของบริษัทที่จะออกมา คลาดเคลื่อนไม่เกิน +/- 5% ครับ เก่งจริงๆ)

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ Blogger สงสัยนะครับ ว่าข้อมูลที่นักวิเคราะห์แต่ละบล ได้มา ไม่ค่อยแตกต่างกันมากหรอกครับ คล้ายคลึงกันไปหมดด้วยซ้ำ แต่ราคาหุ้นที่เหมาะสม (Fair Price) ไม่เคยเท่ากันเลย ก็น่าสนใจดีฮะ ถ้าใครมีเวลาก็ลองเข้าไปอ่านวิธีวิเคราะห์ของ โบรกฯ แต่ละ โบรกฯ ละกันนะครับ อิอิ

ท้าวความมาตั้งนาน จริงๆ ก็อยากจะพูดถึงตารางเล็กๆ ที่ Blogger ไปเก็บมา อ่ะครับ แน่นอนว่ามันจะยังไม่เสร็จจนกว่าข้อมูลที่แท้จริงจะออกมาครับ แต่ก็ถือว่า Blogger ทำเอามันละกัน แล้วก็เป็น watch list ให้ได้ตามมาอัพเดทในภายหลังนะครับ จะขอเริ่มจากกลุ่ม ธนาคารละกัน เพราะกลุ่มนี้จะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปทั่วโลกเลยครับว่าจะแจ้งผลประกอบการออกมาเร็วที่สุดกลุ่มหนึ่งเลยทีเดียว

ปล. ว่างๆจะอัพเดทเรื่องที่เกริ่นไว้ใน Facebook นะครับ ช่วงนี้ไม่ว่างจริงๆครับ แค่นั่งอ่านเรื่องมหภาค อย่างเดียวตอนนี้ยังปวดหัวเลยครับ ข้อมูลเยอะเกิน = ="







นอกจาก บทวิเคราะห์ของหลักทรัพย์ที่ Blogger ทำงานแล้วก็ขออนุญาตเอาข้อมูลจาก Bloomberg Consensus มาใช้ควบคู่นะครับ เพื่อให้เห็นภาพประกอบกันไป :)

-

อันนี้ อัพเดทเพิ่มเติมครับ ข้อมูลกำไรที่ประกาศออกมาแท้จริง





สำหรับธนาคาร TISCO ประกาศผลประกอบการออกมาแล้วครับ ซึ่งที่ออกมาก็ถือว่าใช้ได้ครับ เพราะ TISCO จะเป็นธนาคารที่เน้นด้าน การเช่าซื้อ (Leasing) ครับ จะมีผลของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย มากระทบพอสมควรเพราะไม่ใช่ธนาคารขนาดใหญ่ จึงมีผลในการแข่งขันได้ครับ แต่เมื่อมองย้อนหลังไป (มองจากงบประกอบการ ไง) ก็ถือว่าธนาคาร TISCO มีความสามารถในการแข่งขันได้ดีพอสมควรครับ ไว้จะอัพเดท ข้อมูลที่ออกมานะครับ จะได้เป็นการทดสอบด้วยว่าที่นักวิเคราะห์มองนั้น คาดการณ์ได้แม่นยำเพียงใดครับ

ส่วนธนาคาร KK หรือ เกียรตินาคิน นะครับ ก็ยังเป็นธนาคารที่อยู่ในกลุ่ม Leasing เป็นหลักครับ โดยที่เมื่อลงรายละเอียดลงไปก็พบว่า
- รายได้ดอกเบี้ยสุทธิของ KK เพิ่มขึ้นสูงทั้ง QoQ(4.1%) และ YoY (14.7%)
- สินเชื่อโต (+6% QoQ) และเงินลงทุนก็โต (+38% QoQ)

- Net Interest Margin  หรือในบทวิเคราะห์จะเรียกว่า NIM ถ้าให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ส่วนต่างของดอกเบี้ยเงินกู้ (รายได้) กับ ดอกเบี้ยเงินฝาก (รายจ่ายของธนาคาร) ลดลง 31 Basis Point ซึ่งถือว่าเป็นปกติของกลุ่มธนาคารในปีนี้ครับที่ธนาคารขนาดกลางจะต้องยอมลดส่วนต่างตรงนี้ลง เพื่อสู้กับธนาคารขนาดใหญ่ครับ

ส่วนสุดท้ายครับ KBANK ไม่ขอกล่าวมากละกันนะครับ (จริงๆ ไตรมาส 2 KBANK ปรับตัวดีมากครับ น่าจะดีที่สุดในกลุ่มธนาคารเลยครับ เพียงแต่ว่า มันจะขัดกับหลักธรรมาภิบาลที่ดีครับ ทำงานบริษัทในเครือกล่าวมากไม่ได้ครับ ก็เลยขอกล่าวตามที่ธนาคาร ออกมาประกาศละกันนะครับ)

KBANK มีความน่าสนใจในผลประกอบการที่โชว์ออกมาครับ กำไร 7.3 พันล้านบาท เน้นว่า กำไรครับ!! ไม่ใช่รายได้นะครับ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 1 เกือบ 20% และเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 42.29% ส่วน NIM แตะ 3.56% รับกับดอกเบี้ยขาขึ้น (แน่นอนครับว่ารายได้่ของธนาคารจะเพิ่มขึ้นครับ) และจากการที่ได้รายได้เบี้ยประกันภัยที่เพิ่มขึ้น (จากการรวม เมืองไทยประกันชีวิตและเมืองไทยประกันภัย) ทำให้งบ 1H2011 โต 45.23% จุดเด่นของ KBANK อย่างหนึ่งคือ การที่สามารถรวมบริษัทย่อยในองค์กร

TMB เป็นธนาคารที่ laggard ที่สุดในกลุ่มธนาคารครับ สะท้อนผลประกอบการที่ออกมาแย่กว่าที่คาด
ส่วน SCB กับ BAY จะขอกล่าวถึงในภายหลังนะครับ

Blog นี้เราจะเป็น Watch List ให้คุณนะครับ :)