วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

หนังสือดีต้องบอกต่อ (1)


สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่านบทความนี้กันทุกคนครับ ช่วงนี้มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ก็ดูเงียบเหงาเหลือเกิน บวกกับช่วงนี้ผมก็ย้ายงานไปอยู่บ้านหลังใหม่ ก็เลยไม่ค่อยได้ดูตลาดหุ้นซักเท่าไหร่นัก (กำลังทำ Product ให้ลูกค้าในหลายๆ ตัวอยู่ครับ
ก็เลยคิดว่าถือโอกาสนี้เขียนแต่บทความที่ผมอ่านแล้วรู้สึกชอบๆ มาให้อ่านกันครับ) มาจากหนังสือ เงินงอกเงย ของสำนักพิมพ์ The Nation ซึ่งเอามาทำเป็น 100 ภารกิจในการดูแลเงินในกระเป๋าของพวกคุณ
โดยหนังสือเงินงอกเงยนี้ ได้แปลมาจากหนังสือชื่อ Make More Money เป็นหนังสือที่รวบรวมหนังสือคลาสสิก 4 เล่ม (1. Think and Grow Rich, 2. The Way to Wealth, 3. The Richest Man in Babylon, 4. Extraordinary Popular Delusions and the Madness of Crowds) มาใส่เคล็ดลับทางการเงิน ให้ข้อคิดเตือนใจกับนักอ่านทุกคนครับ

ครั้นจะเอามาทุกบทความผมก็กลัวหนังสือจะฟ้องร้องผมได้ (ก็ขอคัดเป็นตอนๆ ละกันนะครับ ที่ผมชอบจริงๆ) ก็จะขอเริ่มจากตอนในหนังสือชื่อ The Richest Man in Babylon เป็นหนังสือที่ตัวเอกคือบันชีร์ ผู้พยายามหาทางหลุดพ้นจากความยากจน จนไปพบกับเศรษฐีแห่งบาบิโลนผู้แนะนำเคล็ดลับมากมายในการสร้างความมั่งคั่ง และที่สำคัญยังนำเสนอหลักการ 7 ข้อในการเก็บรักษาเงินในกระเป๋าเอาไว้อีกด้วย

ภารกิจที่ 33 คนแบบเดียวกัน ชอบอยู่ด้วยกัน

บันชีร์สับสนกับสถานการณ์ของตัวเอง เขาบอกเพื่อนว่า "หลายปีมานี้เราทำมาหากินได้เงินมามากพอควร แต่หลังจากตรากตรำมาครึ่งชีวิต..เพื่อนรัก..กระเป๋าของเจ้ายังว่างเปล่าของข้าก็ไม่มีอะไรเหมือนกันกัน มันเป็นเพราะอะไร"

      ปัญหาส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนที่มีนิสัยคล้ายกันมันอยู่ด้วยกันได้เวลาคนเราตัดสินว่าอะไร "ปกติ" หรือยอมรับได้ เรามันมองไปที่คนรอบๆ ตัวว่าเขาคิดอย่างไร พ่อแม่ ครูและเพื่อนต่างมีอิทธิพลต่อความคิดและสิ่งที่เราเชื่อ ผลในด้านดีคือ ทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ แต่ว่าผลเสียก็มีเหมือนกัน เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราพยายามจะหนีออกนอกกรอบ เมื่อนั่นเราจะพบกับแรงต้านเสมอ

      มีการทดลอดหนึ่งที่สามารถอธิบายความจริงข้างต้นได้อย่างมีน้ำหนัก นักวิทยาศาสตร์นำลิงหลายตัวมากักรวมกันไว้ มีเสาไม้สูงอยู่ตรงกลางคอก บทยอดมีกล้วยแขวนอยู่หนึ่งเครือ ลิงที่พยายามปีนขึ้นไปบนเสาจะถูกฉีดด้วยน้ำแรงดันสูง แม้วิธีนี้จะไม่ทำให้ลิงบาดเจ็บ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าสนุกสำหรับมัน ในที่สุดลิงทุกตัวก็เลิกล้มความพยายามจะปีนเสาขึ้นไปเก็บกล้วย

      จากนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้แยกลิงตัวหนึ่งออกมา แล้วนำลิงตัวใหม่เข้าไปไว้ในคอกกัก แม้ลิงตัวใหม่จะเข้ากันได้ดีกับลิงที่เหลือ แต่ทุกครั้งที่ลิงตัวใหม่ปีนขึ้นไปบนเสาเพื่อหยิบกล้วย ลิงที่เหลือจะพากันดึงมันลงมา ทั้งที่ไม่มีใครฉีดน้ำใส่ ประสบการณ์สอนให้พวกมันเชื่อว่า ถ้าปีนขึ้นไปบนเสาจะต้องเจ็บตัว ด้วยเหตุนี้มันจึงพยายาม "ช่วย" ลิงตัวใหม่ไม่ให้ต้องเจ็บตัวเหมือนกัน

     ไม่นานนัก เจ้าลิงตัวใหม่ก็ไม่ยอมปีนขึ้นไปบนเสาอีก ลิงกลุ่มแรกถูกเปลี่ยนออกไปทีละตัว มีลิงตัวใหม่เข้ามาแทนจนครบ จนกระทั่งไม่มีลิงตัวใดในกรงที่เคยเห็นหรือมีประสบการณ์เคยถูกน้ำพ่นใส่ ถึงกระนั้นก็ไม่มีลิงตัวไหนกล้าปีนขึ้นไปบนเสาเลย

    มนุษย์เราก็เหมือนลิงในการทดลองนี้ เราตัดสินว่าอะไรใช่หรือไม่ใช่โดยดูจากคนรอบข้าง ถ้าคุณเป็นหนี้ แล้วครอบครัวหรือเพื่อนคุณก็เป็นหนี้เหมือนกัน คุณก็คงคิดว่าการเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ใช่ไหม อันที่จริงการเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องดี แต่ถึงคุณจะรู้และพยายามปรับเปลี่ยนตัวเอง คนรอบข้างก็จะพยายาม "ดึงคุณลงมาจากเสา" ในด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะคนเหล่านั้นไม่อยากเห็นคุณล้มเหลว แต่อีกด้านหนึ่งเข้าก็ไม่อยากเห็นประสบความสำเร็จเหมือนกัน มิฉะนั้นพวกเขาก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วย
 
    ดังนั้นถ้าคุณพยายามเปลี่ยนสภาพที่เป็นอยู่ คุณจะพบกับการต่อต้าน เป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนที่น่าจะรักเรามากที่สุด กลับเป็นคนที่ำให้เราหมดกำลังใจมากที่สุด (โดยที่พวกเขาก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน)

    แล้วคุณล่ะ? อยากกินกล้วยหรืออยากถูกดึงลงจากเสา??

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

Happy New Year :D :D D:


ขอสวัสดีปีใหม่ย้อนหลังซักหน่อยนะครับ ปี 2555 ก็หวังว่าทุกคนจะได้หัวเราะกันเหมือนกับตัวเลขพุทธศักราชนะครับ บทความที่เอามาเผยแพร่กันอันนี้จะไม่เกี่ยวกับการเงินเสียบ้างนะครับ แต่จะขออิงกับเรื่องการตลาดบางดีกว่า J ผมนำบทความนี้มาจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจประจำวันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม 2555 ของดร. วิเลิศ ภูริวัชร ท่านอาจารย์ประจำคณะผมนะครับ (อิอิ) โดยท่านได้ยกเอาบทความจากแหล่งข้อมูลของ Top-ten New Years Resolutions ของปี 2012 ซึ่งได้ศึกษาว่าคนต่างๆ ตั้งเป้าหมายว่าจะทำอะไรกันบ้างในปีใหม่นี้ (ตั้งเป้ากันทุกปีเลยอ่ะ ฮ่าๆ)

อันดับ 10 Lose weight and Get Fit อยากลดน้ำหนัก อยากฟิตหุ่น ความปรารถนาของเกือบทุกคนเลยแหละครบ อยากเท่ อยากหุ่นดี (ผมก็คนนึงแหละ เอา Six Pack ของผมกลับมา!!!! ว่าแต่เคยมีตอนไหนหว่า??? 555)

อันดับ 9 Getting organized อยากเป็นคนที่มีวินัยมากขึ้น เพราะชีวิตช่างยุ่งเหยิงเสียเหลือเกิน ข้อนี้สงสัยต้องใช้เทคโนโลยีช่วยแก้ไข (อาจารย์ผม แสดงความคิดเห็นข้อนี้มา)

อันดับ 8 Spend less Save more อยากใช้จ่ายน้อยลงและประหยัดอดออมวางแผนทางการเงินได้มากขึ้น

อันดับ 7 Quit Smoking อยากจะเลิกสูบบุหรี่ ข้อนี้สงสัยต้องใช้กำลังใจอย่างมากเลยนะครับ เอาใจช่วยเพื่อนๆ ทุกคนที่สูบบุหรี่แล้วอยากเลิกนะครับ

อันดับ 6 Get out of Debt อยากเลิกเป็นหนี้ (การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ) สงสัยต้องใช้อันดับ 9 ช่วยด้วย

อันดับ 5 Quit the Job อยากลาออกจากงาน เพราะงานที่ทำอยู่ มีแต่ความซ้ำซากจำเจ ไม่มีอะไรดีขึ้น การแสวงหาสิ่งใหม่ ประสบการณ์ใหม่ เป็นความหวังของการทำให้ชีวิตคนเรามีสีสัน (ปล อันดับนี้ผมทำไปแล้วซะด้วยสิ ฮ่าๆ)

อันดับ 4 Spend More Time with Family and Friends ตั้งใจอยากมีช่วงเวลาให้กับเพื่อนและครอบครัวมากขึ้น

อันดับ 3 Helping Others with Their Dreams อันนี้คือผมจะเป็นคนดี ช่วยเหลือสังคมให้มากขึ้น ช่วยเหลือคนด้อยโอกาสเพื่อบรรลุฝัน (AF, The Star, Got Talent หรือจะเป็นนางสาวไทยดีเอ่ย??)

อันดับ 2 Fall in Love อยากจะตกหลุมรักใครสักคน <3 ดูเสมือนว่าคนในโลกต่างล้วนแสวงหาความรักเป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจให้กลับมามีความกระชุ่มกระชวยอีกครั้งหนึ่งก็เป็นความตั้งใจที่อยากจะได้รับความสุขทางใจมากขึ้น อันดับนี้ก็อยากให้เกิดให้ผมเหมือนกันนะครับ อิอิ

อันดับ 1 ที่คนอยากได้ และอยากให้เกิดขึ้นมากที่สุดเป็นเรื่องของ Enjoy Life to the Fullest คืออยากจะมีความสุขตามอัตภาพได้เต็มที่ เพราะทุกปีที่ผ่านไปหมายถึงว่าชีวิตที่มีอายุมากขึ้นทุกทีๆ การตั้งปณิธานว่าขอมีความสุขให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในทุกขณะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะสะท้อนถึงการใช้ชีวิตในปีที่ผ่านมาไม่ได้เต็มที่ ไม่ได้เป็นไปตามสิ่งที่ตนเองวาดฝันเอาไว้ การมุ่งมั่นที่ขอให้ตนเองมีความสุขในทุกขณะแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ชีวิตก้าวเดินต่อไป (แน่นอนครับสำคัญกว่าการตกหลุมรักใครสักคนอีก อิอิ)


นอกจากเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้วนั้น อาจารย์วิเลิศ ก็ได้ให้แนวทางการทำให้ปณิธานเกิดขึ้นจริงได้ไม่ใช่เพียงแค่ความฝัน ความหวังในเดือน 2 เดือนแรก เท่านั้น โดยแบ่งออกเป็น 4 ประการคือ

1. ระบุเป้าหมายชัด เป็นการระบุเป้าหมายให้แน่นอน อะไรคือสิ่งใดสำคัญในชีวิตก่อนหลัง ที่สำคัญต้องสามารถวัดได้และมีความชัดเจนในการกระทำ

2. วัดเล็กๆ แล้วไปใหญ่ เป้าหมายที่สามารถทำได้จริง อย่าเพ้อฝันให้เป็นเรื่องใหญ่ เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เป็นไปได้ก่อน

3. หาเป้าหมายใหม่ ที่ทดแทนของเก่า เช่น ถ้าต้องการเลิกบุหรี่ ก็ขอให้นึกกิจกรรมอื่นที่จะนำมาเป็นนิสัยทดแทน

4. ใจมองในแง่ดี หมายความว่า ปณิธานที่มุ่งมั่นต้องเป็นทางบวกเท่านั้น เช่นแทนที่จะคิดว่าต่อไปนี้ฉันจะไม่ไปสาย ควรจะเป็น จะไปให้ทันเวลาแทน

ที่มา Market is all around! :ดร. วิเลิศ ภูริวัชร
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ประจำวันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ความเสี่ยง ! สิ่งที่เราต้องเผชิญในปี 2012


                ใกล้จะถึงปีใหม่แล้วนะครับก็ไม่เคยคาดคิดหรือคาดหวังว่าจะมีคนสนใจบล็อกเล็กๆ ของผมมากขนาดนี้ ขอบคุณทุกกำลังใจ ทั้งพลังเงียบ และพลังไม่เงียบ นะครับที่ส่งมาให้ :):D

                หลายคนอาจจะมีความรู้สึกไม่ดีกับคำว่า “ความเสี่ยง” แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า ความเสี่ยง นั้นจริงๆ แล้วก็เป็นผลดีกับคุณก็เป็นได้ ในทางสถิติความเสี่ยงก็คือค่าที่ผันผวน (SD) ออกจากค่าเฉลี่ยที่ควรจะเป็น (MEAN)  ในทางการเงินความเสี่ยงก็คือ ค่าที่ผันผวนจากผลตอบแทนที่ควรจะได้รับ แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้คนส่วนใหญ่ย่อมวิตกไปในเชิงลบ (Downside) มากกว่า เชิงบวก (Upside) แน่นอนครับผมก็เป็น 1 ในนั้นเช่นกัน

                แต่ที่ผมจะเสนอในบทความนี้ก็คัดสรรมาจากหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นประจำวันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม 2554 นี่เองครับ
โดยทางหนังสือพิมพ์ได้นำเสนอบทความชิ้นหนึ่งที่ผมสนใจคือ “แนวโน้มความเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจปี’55” แต่สำหรับผมแล้วรู้สึกเนื้อหามันจะสื่อไปทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯเสียมากกว่าจึงข้อตั้งชื่อหัวข้อ ตามทางของตัวเองนะครับ

                เรื่องมีอยู่ว่า ปีหน้าให้จับตาเรื่องสำคัญ 4 เรื่องที่จะเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง (กับตลาดสหรัฐฯ ??) คือ
1.       ภาวะซบเซาทั่วโลก การเติบโตทั่วโลกจะลดลงเหลือประมาณ 2.7% ในปี 2555 จาก 3% ในปีนี้ แต่จะขึ้นอยู่กับแต่ละทวีป เช่น ยุโรปก็น่าจะเข้าสู่ภาวะถดถอย จีน ลดการเติบโตเพื่อชะลอเงินเฟ้อ  ที่มา: บริษัท HIS Global Insight
2.       ปัญหายึดทรัพย์ แม้ล่าสุดตัวเลขอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ จะออกมาดี แต่นักวิเคราะห์ก็เชื่อว่าตลาดที่อยุ่อาศัยในปีหน้า ปัญหาเรื่องการยิดทรัพย์จะทำให้ราคา ยอดขายและการก่อสร้างใหม่ๆ ลดลง ซึ่งก็มีข้อมูลตัวเลขว่าวนเดือนตุลาคมมีบ้านที่ถูกยึดหรือบ้านที่เจ้าของไม่ได้ชำระเงินตามกำหนด 3 เดือนหรือมากกว่านั้นอยู่ที่ 3.4 ล้านหลัง ที่มา: Barclay Capital  
3.       ตลาดงานซบเซา เช่นกันครับแม้ตัวแลขการจ้างงานล่าสุดจะลดลงสูงสุดในรอบ 3 ปี แต่ก็ยังมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะเพิ่มแรงงานได้เฉลี่ย 123,000 ตำแหน่งต่อเดือน นั่นคืออัตรา Unemployment Rate จะสูงกว่า 8% ต่อไปจนถึงการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน  ที่มา: Well Fargo
4.       การรัดเข็มขัดของรัฐบาล ทั้งจากภาครัฐบาลท้องถิ่นและมลรัฐ ซึ่งการลอยแพและการตัดงบประมาณ จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตในปีที่ผ่านมา จะลบการเติบโตของปี 2555 ราว 0.3% ส่วนการลดงบประมาณของรัฐบาลกลาง จะลดการเติบโต 0.23%
แต่อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์เอกชนส่วนใหญ่ก็เชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯจะโตปานกลาง 2% ในปี 2555

คำถามคือ? ทำไมเศรษฐกิจสหรัฐฯจะโต 2% ทั้งๆที่หลายๆ อย่างก็บอกแล้วว่าจะลดลง ???

วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

พฤศจิกายนนี้ มีอะไรให้น่าติดตาม???

 สวัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกคน
เป็นอย่างไรกับตลาดหุ้นเมืองไทยกันบ้างครับ??? น้ำจ่อจะท่วมตั้งนานก็ขึ้นเอาขึ้นเอา หนี้ยุโรปท่วมก็ขึ้นเอา ขึ้นเอา ถามว่าเพราะอะไรล่ะ?

1. ต่างชาติซื้อสุทธิประมาณ 20,000 ล้านจากที่ขายอย่างหนักหน่วง 70,000 ล้าน คิดง่ายๆคือผมซื้อถูกกว่าคุณอ่ะ (ต้นทุน I 800 กว่าจุด ของ You กว่าจะรู้สึกตัว...ก็ 900) ปล.ผมก็เป็นครับรอบนี้เจอฝรั่งหลอกลวง T__T
2. สถานการณ์ยุโรปออกมาค่อนข้างดี เย้ เย้ เย้ กรีซมันมีปัญหาตั้งแต่ 2010 มันก็ยืดเยื้อมาถึงขนาดนี้ได้อ่ะครับ ข่าวดีหน่อยอ้าว เฮ ข่าวร้ายหน่อย อิอิ ขาย

แล้วสถานการณ์เดือนนี้ต้องจับตาอะไรเป็นแกนล่ะ?
1. น้ำท่วมบ้านเรา หนักกว่าจะประเมินแน่นอนครับ ไม่อยากจะโทษฝ่ายไหนครับ เป็นกลางทางการเมืองดีกว่า -___-" แต่ที่แน่ๆคือ กลุ่ม อสังหาฯ นิคมฯที่โดนน้ำท่วม อิเลคทรอนิคส์ รวมถึงโรงงานที่ตั้งในพื้นที่เสี่ยงและหายเสี่ยง (เพราะท่วมไปแล้ว) โดนแน่นอนครับ ปตท คิดว่าถือได้สบายๆ ไม่โดนน้ำท่วม??? ขอโทษครับ ผมเห็นรถจอดนิ่งแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตเลยฮะ
2. วิกฤติยุโรป จับตาไปที่ อิตาลีได้เลยครับ กรีซเล่นจนเบื่อและผมว่า อิตาลีหนักกว่าเยอะครับ หนี้อันดับ 3 ของโลกครับ ลุงซิลวิโอ แบร์ลุคโคนี่ จะจัดการอย่างไหร่ละงานนี้ครับ
3. อเมริกา ไม่ได้ดีกว่าที่ใครหลายๆ คนคิดหรอกครับ 21 พฤศจิกายนก็จะมีการชำระหนี้เข้ามาคิดว่ารอดมั้ย??? ก็สไตล์พี่กันอ่ะครับ ไปได้เรื่อยๆ ดึงเช้งของ 2 พรรคการเมือง ในข่าวของ CNBC บอกว่า Bipartysan (หมายถึง เดโมแครตและรีพับลิกัน นั่นเองครับ) ที่ต้องร่วมมือร่วมใจกันได้แล้ว อย่ามัวแต่เล่นการเมือง หรือจะต้องจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ
(ปล ขอแซวนิดนึงครับ ฮิตเหลือเกินรัฐบาลแห่งชาติเนี่ย กรีซก็มีคนเรียกร้องเช่นกัน)

ข่าวดีล่ะ????

Moody's ไม่ Downgrade การลงทุนประเทศไทยลง เพราอะไรล่ะ? ต่างชาติมีสถานะซื้อสุทธิในประเทศครับ Downgrade ก็งานกร่อยซิครับ รายย่อยน้ำท่วม สถาบันไม่เปลี่ยนเป็นซื้อจริงๆ ซักที (แต่เดี๋ยวเอ็งต้องเปลี่ยนแน่ ธันวาฯ ยังไงเอ็งก็ต้องซื้อกองทุน LTF RMF ของเอ็งเยอะ หึหึ)

นั่นเป็นมุมมองที่ผมมองนะครับ คุณว่าอย่างไรล่ะ???

สำหรับผม มูลค่าการซื้อขายต่อวันเกิน 20,000 ล้านผมก็แปลกใจแล้วนะครับ ก็รายย่อยบางท่านอาจจะต้องส่งคำสั่งในแหล่งพักผ่อนหรือกำลังหนีน้ำอยู่ เป็นผมๆคงไม่มีอารมย์หรอกครับ คนซื้อน้อย ก็ขายไม่คุ้มค่าซิครับ :)

วันนี้ขอบ่นแค่นี้ก่อนละกันนะครับ เดี๋ยวจะมาต่อเรื่องทอง สินค้าโภคภัณฑ์ ปีหน้าหนักแน่ครับ (ไม่รวยไปข้าง ก็ซึมกันไปข้างละวะงานนี้ :) )

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2554

15 Inspirational Steve Jobs Quotes

วันหยุด สบายๆ ชิวๆ ฝนตก"นานๆ" = =" ผู้อ่านท่านไหนน้ำท่วมอยู่ก็ขอให้น้ำลดโดยเร็วนะครับ ท่านไหนที่เตรียมการรับมืออยู่ก็ขอให้ทำได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีนะครับ นอกจากเรื่องน้ำท่วมที่เป็น Topic Talk of the Town ตอนนี้ก็ขอย้อนไปหน่อยว่าอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็คงไม่มีเรื่องอะไรที่จะดังคับโลกไปกว่า การจากไปขอ ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน บางคนอาจจะใช้สินค้าของเขา บางคนอาจจะไม่ได้ใช้แต่ก็ต้องรู้จักเขาดีแน่นอนครับ


ใช่แล้ว iCEO Steve Jobs แห่ง Apple Inc. นั่นเองครับ คงต้องบอกว่าไม่มีใครจะเป็นผู้บุกเบิก เทคโนโลยีแห่งยุคศตวรรษที่ 20 - 21 ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าเขาแล้ว ที่เห็นเท่าเทียมกันก็คงจะมี บิล เกตส์ กระมังครับ
BVP บทความนี้ไม่เอาประวัติ Jobs มาลงหรอกนะครับ เชยย อิอิ แต่เอาคำพูดคมๆ ที่ เขาเคยพูดเอาไว้มาบอกกล่าวในนี้ดีกว่า ว่าแล้วก็ลองไปอ่านกันดูนะครับ

ปล. ขออนุญาตไม่แปลนะครับ คัดลอกทั้งหมดเลย เพื่อได้อรรถรสในการอ่านครับ :D เชิญเสพ ได้ครับ

1. "Stay hungry, stay foolish" >>> คงไม่มีอะไรดังไปกว่าประโยคนี้แล้ว ที่มาของคำนี้หลายคนคงผ่านตามาแล้วนะครับ ไม่อธิบายให้มากครับ แต่ขอเสริมของ ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ได้เขียนไว้ถึง Steve Jobs ไว้หน่อยครับ "Stay Calm. Stay Invest"

2. If you haven't found it yet, keep looking. Don't settle, As with all matters of the heart, you'll know when you find it, And, like any great relationship, it just gets better and better as the years roll on.

3. When I was 17, I read a quote that went something like: "If you live each day as if it was your last, someday you'll most certainly be right." It made an impression on me, and since then, for the past 33 years, I have looked in the mirror every morning and asked myself: "If today were the last day of my life, would I want t do what I am about to do today?" And whenever the answer had been "NO" for too many days in a row, I know I need to change something" >>> ประโยคเด็ดที่มาจากงานรับปริญญาของมหาลัยสแตนฟอร์ด เช่นกันครับ

4. "We don't get a chance to do that many things, and every one should be really excellent. Because this is our life."

5. "Remembering that you are going to die is the best way I know to avoid the trap of thinking you have something to lose."

6."You can't connect the dots looking forward; you can only connect them looking backwards. So you have to trust the dots will somehow connect in your future. You have to trust in something - your gut, destiny, life, karma, whatever. This approach has never let me down, and it has made all the difference in my life."

7. "Design is not just what it look like. Design is how it work."

8. "I want to put a ding in the universe."

9. "No one wants to die. Even people who want to go to heaven don't want to die to get there. And yet death is the destination we all share. No one has ever escaped it. And that is as it should be, because Death is very likely the single best invention of Life. It is Life's change agent. It clears out the old to make way for the new. Right now the new is you, but someday not too long from now, you will gradually become the old and be cleared away. Sorry to be so dramatic, but it is quite true."

10. "Being the richest man in the cemetery doesn't matter to me. Going to bed at night saying we've done something wonderful, that's what matters to me."

11. "You can't just ask customers what they want and then try to give that to them. By the time you get it built, they'll want something new."

12. "My model for business is The Beatles: They were four guys that kept each other's negative tendencies in check; they balanced each other. And the total was greater than the sum of the parts."

13. "That's been one of my mantras - focus and simplicity. Simple can be harder than complex: You have to work hard to get your thinking clean to make it simple. But it's worth it in the end because once you get there, you can move mountains."

14. "I'm convinced that about half of what separates the successful entrepreneurs from the non-successful ones is pure perseverance."

15. "Your time is limited, so don't waste it living someone else's life. Don't be trapped by dogma- which is living with the results of other people's thinking. Don't let the noise of other's opinions drown out your own inner voice. And most important, have the courage to follow your heart and intuition. They somehow already know what you truly want to become. Everything else is seconday."

15 ประโยคเกินกว่าครึ่งน่าจะมาจากงานรับปริญญาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดนะครับ :)





สุดท้าย ก็ต้องบอกว่า "Good job! 'Steve Jobs' "
RIP  Steve Jobs 1955 - 2011

ที่มา: Flipboard on iPad >> mashable.com/2011/10/05/steve-jobs-quotes/

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Dollar Carry Trade แผลงฤทธิ์ !!!!!

ไม่ได้เข้ามาเขียนบล็อกนานเลยครับ วันนี้ว่างๆ หน่อย เคลียร์งานได้ รอ K GOLD ETF ของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย นำ IPO เข้าตลาดเสียหน่อย อิอิ ต่อไปโบรกเกอร์อย่างผมจะได้เทรดทอง 96.5% ที่ราคาอ้างอิง Real-Time ใกล้เคียงทองตู้แดงกับเขาแล้วฮะ (ประชาสัมพันธ์ซะยาวเลย อิอิ)
วันนี้ก็ขอนำบทความที่ไปอ่านเจอมา โพสต์ให้เพื่อนๆบล็อกได้อ่านกันนะครับ
ปล. อยากจะเอาเรื่อง ตลาดหุ้น Panic ในแต่ละครั้งมาลงให้อ่านกันนะครับ แต่ไว้ผมเรียบเรียงความคิดที่ได้เจอในหัวก่อน ไม่งั้นงานก็ออกมาไม่ดี อิอิ 
-----------------------------------------------------------------------------------------
โลกาภิวัตน์ คือกระบวนการที่ประชากรของโลก ถูกหลอมรวมเป็นสังคมเดี่ยว(วิกิพีเดีย) มีการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงกันของระบบเศรษฐกิจ

การที่สินค้า บริการ แรงงาน เงินทุนและเทคโนโลยี สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระและรวดเร็ว นำมาซึ่งความสะดวกสบายมาให้ผู้คนทั่วทุกมุมโลก แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ผู้ที่รู้เท่าทันย่อมสามารถฉกฉวยจากประโยชน์จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ผู้ที่ล้าหลังอาจตกเป็นเหยื่อ ดั่งเหตุการณ์ที่หุ้นไทยถูกถล่มขายเมื่อเร็วๆ นี้ จากการปิดสถานะ Dollar Carry Trade ของนักลงทุนต่างชาติ

Dollar Carry Trade หมายถึง การกู้ยืมเงินสกุลดอลลาร์ดอกเบี้ยต่ำ แล้วนำไปแลกเป็นเงินสกุลอื่นเพื่อลงทุนต่อในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

การที่คนต่างชาติจะกู้จากธนาคารของประเทศเขา แล้วนำเงินดอลลาร์ที่ได้ มาแลกเป็นเงินบาทเพื่อซื้อหุ้น ซื้อพันธบัตรของไทย คงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดปกติแต่อย่างไร แต่ ที่ต้องถือว่าพิสดารคือการที่เขาสามารถใช้ช่องโหว่ของระบบโลกาภิวัตน์มาหาประโยชน์จำนวนมหาศาลให้กับตนเอง และทำได้อย่างง่ายดายนี่สิ คือ สิ่งที่เรากำลังสนใจ ซึ่งขออรรถาธิบายดังนี้

พวกเราคงทราบกันดีว่า เมื่อประเทศใดเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แนวทางการแก้ปัญหาของธนาคารกลาง คือ การลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อกดให้ดอกเบี้ยในประเทศต่ำลง เป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการและกระตุ้นให้ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยเพื่อให้เศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียน ส่วนระยะเวลาที่ใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ อาจต้องใช้เวลา 5-20 ปี แล้วแต่ความรุนแรงของปัญหาและฝีมือของรัฐบาลประเทศนั้นๆ

ช่องโหว่ที่เกิดขึ้น คือ ถ้านักลงทุนรายใหญ่รู้ว่า ผลตอบแทนการลงทุนของประเทศอื่นๆ อย่างเช่น เกาหลี สิงคโปร์ มาเลเซีย หรือไทย ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า เช่น หากลงทุนในพันธบัตรอาจให้ผลตอบแทนประมาณ 3-5% ลงทุนในหุ้นอาจให้ผลตอบแทน 20-50% แถมยังได้กำไรจากค่าเงินของประเทศที่เข้าไปลงทุนติดไม้ติดมือมาด้วย แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เขาจะฉวยโอกาสกู้เงินจากประเทศที่มีต้นทุนต่ำ นำไปลงทุนในประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าได้อย่างไร นี่คือ สิ่งที่นักลงทุนสถาบันการเงินใหญ่ๆ ในโลกเขาทำกัน


และแล้ว โอกาสทองก็มาถึง เมื่อประเทศสหรัฐเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และธนาคารกลางสหรัฐได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาต่ำสุดที่ 0-0.25% และเราก็สามารถคาดการณ์ได้ว่าการที่ประเทศยักษ์ใหญ่เทอะทะเกิดสะดุดล้มลง กว่าที่เขาจะลุกฟื้นขึ้นมาได้นั้นคงต้องใช้เวลานานนับสิบปี นักลงทุนรายใหญ่ที่มีเครดิตดี จึงฉวยโอกาสกู้ยืมเงินดอลลาร์จากธนาคารในสหรัฐนำไปแลกเป็นเงินสกุลเอเชีย และนำไปลงทุนต่อในพันธบัตร หุ้น หรือแม้แต่ฝากกินดอกเบี้ยในประเทศที่กำลังมีเศรษฐกิจเฟื่องฟู

การที่เงินดอลลาร์หลายหมื่นล้านดอลลาร์ถูกทยอยเทขายออกเพื่อแลกไปเป็นเงินสกุลอื่น ตั้งแต่เงินยูโร เงินหยวน เงินวอน เงินบาท และอื่นๆ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ค่อยๆ อ่อนค่าลง ผสมโรงด้วยตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่ายอดขาดดุลการค้า อัตราการว่างงาน หรือยอดขายบ้านใหม่ ที่ช่วยซ้ำเติมค่าเงินดอลลาร์ให้ดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ

ขณะที่อีกฟากฝั่งปลายทางที่เม็ดเงินถูกนำไปลงทุน เขาจะคัดเลือกประเทศที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจดี ยกตัวอย่างเช่น ประเทศไทยที่มีหนี้ภาคเอกชนน้อย หนี้ภาครัฐต่ำ อัตราการว่างงานน้อยมากเพียง 1% ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนกำลังเติบโต ผลจึงออกมาตรงกันข้าม ค่าเงินบาทค่อยๆ แข็งขึ้น และเมื่อมีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นพร้อมๆ กันหลายหมื่นล้านบาท มันก็ช่วยผลักดันให้ดัชนีหุ้นพุ่งทะยานไม่ยาก


คำถาม คือ นักลงทุนเหล่านี้จะขายสินทรัพย์ที่ลงทุนเพื่อทำกำไรเมื่อไร กลยุทธ์ของเขา คือ ปล่อยให้กำไรวิ่งไปเรื่อยๆ คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี การขายออกก่อนเวลาอันควร อาจได้กำไรไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ในขณะเดียวกัน ต้องคอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา หากไหวตัวไม่ทัน อาจตกขบวนรถไฟ ขายไม่ได้ราคา

แต่แล้ว เวลาที่ต้องลงมือปฏิบัติการก็มาเร็วกว่าที่คาด สมาชิกในกลุ่มประเทศยุโรปเกิดมีปัญหาเศรษฐกิจปะทุขึ้นมา ถึงขั้นว่าหนี้สาธารณะของกรีซอาจผิดนัดชำระหนี้ สื่อต่างประเทศอย่าง บลูมเบิร์ก บอกว่าพันธบัตรของกรีซมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ถึง 98% ใน 5 ปี ข้างหน้า ทั้งที่ล่าสุดอัตราผลตอบแทนของพันธบัตร 2 ปีของกรีซ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 76% ต่อปี แต่ก็ไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศให้เข้าไปลงทุนเพิ่มได้ เพราะมีข่าวว่า กรีซอาจต้องขอแยกตัวออกมาจากกลุ่มยูโรโซนเพื่อลดค่าเงินของตนให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้น พร้อมกับอาจต้องเจรจาลดหนี้กับเจ้าหนี้ต่างประเทศให้ลดหนี้ลงมาเหลือ 50% ทำให้นักลงทุนต่างประเทศเกรงว่าผลตอบแทนที่ได้จะไม่คุ้มกับเงินต้นและค่าเงินที่เหลือ

เมื่อมีข่าวออกมาว่า แผนที่จะช่วยอุ้มประเทศกรีซดูท่าจะพังพาบ เพราะยังมีประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจอีกหลายประเทศ เช่น โปรตุเกส อิตาลี ไอร์แลนด์ และสเปน รอขอความช่วยเหลืออยู่ ทำให้ค่าเงินยูโรเริ่มเซซวน นักลงทุนรายใหญ่เริ่มไหวตัวทยอยขายเงินยูโร กลับไปซื้อเงินดอลลาร์ราคาถูกคืน ทำกำไรเอาไว้ก่อน

การขายเงินสกุลปลายทางแล้วกลับมาซื้อเงินดอลลาร์คืน เพื่อไปไถ่ถอนสัญญาเงินกู้ที่เคยยืมมาตอนทำธุรกรรม Dollar Carry Trade ถือเป็นการปิด (ย้อนคืน) สถานะสัญญาเงินกู้ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Dollar Carry Trade Unwinding

ลองนึกภาพดูว่า เงินยูโรจำนวนมหาศาลถูกเทขายเพื่อนำมาแลกซื้อเงินดอลลาร์คืน ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าทันที มันเป็นเหมือนสัญญาณนกหวีดในเกมเก้าอี้ดนตรี เมื่อทุกคนที่ตื่นตัวอยู่แล้วได้ยินสัญญาณนี้ ประกอบกับทุกคนได้กำไรกันพอสมควรแล้ว ไม่ว่าราคาหุ้น ราคาพันธบัตร รวมถึงค่าเงินสกุลปลายทาง สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ คือ แย่งชิงกันขายทรัพย์สินปลายทางเพื่อนำไปแลกเงินดอลลาร์คืนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด

เมื่อทุกคนทำพร้อมกัน มันก็เปรียบดั่งคลื่นสึนามิที่ถาโถมเข้าใส่ตลาดหุ้น ทำให้ตลาดหุ้นถล่มทลาย ราคาพันธบัตรทรุดฮวบและค่าเงินสกุลท้องถิ่นอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว ใครไหวตัวช้า ก็ขายไม่ได้ราคา แถมขาดทุนกำไรในค่าเงิน

ทองคำเป็นทรัพย์สินหนึ่งที่นักลงทุนกลุ่มนี้นำเงินจาก Dollar Carry Trade ไปลงทุนด้วย ราคาทองคำก็ต้องพบชะตากรรมเดียวกัน ยิ่งทองคำไม่มีเงินปันผลให้ชื่นใจ ไม่มีผลประกอบการให้ดู ราคาทองคำขึ้นด้วยเหตุผลเดียว คือ เป็นแหล่งพักเงิน (Safe Haven) ในช่วงที่เงินดอลลาร์ยังคงตกต่ำ เมื่อเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่า คนจึงขายทองคำทำกำไร และกลับไปซื้อเงินดอลลาร์ราคาถูกกลับคืน

แล้วทำไมตลาดหุ้นจึงตกแรงมากๆ เฉพาะวันจันทร์ที่ 26 กันยายน 2554 วันเดียว ดัชนีลดไปถึง 90 จุด หรือ 9.4% ก่อนจะดีดตัวขึ้นมาติดลบ 54 จุด หรือ 5.6% รุนแรงกว่าภูมิภาคเดียวกันที่ลดลงประมาณ 2-3% คำตอบ คือ จังหวะของคนไทยไม่ดี เราเพิ่งได้รัฐบาลใหม่ในช่วงนี้พอดี เป็นธรรมดาที่รัฐบาลใหม่จะประโคมโหมข่าวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการลดภาษีนิติบุคคล ลดราคาน้ำมัน ลดภาษีบ้าน ภาษีรถยนต์ รวมถึงการที่มีข่าวระบบ 3 G มากระตุ้นราคาหุ้นกลุ่มต่างๆ ทำให้ตลาดหุ้นไทยคึกคักและให้ผลตอบแทนสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคนี้

ประกอบกับก่อนหน้านั้นไม่นาน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ได้เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่าตนมีแนวความคิดที่จะทำให้เงินบาทแข็งค่าเพื่อใช้ต่อสู้กับเงินเฟ้อ ข่าวนี้กระตุ้นให้เงินบาทแข็งค่าแซงหน้าสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค พร้อมกับได้สร้างความฮึกเหิมให้นักลงทุนไทย เพราะทุกครั้งที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น เรามักเห็นเงินลงทุนต่างประเทศไหลเข้าตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นเสมอ

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ทั้งราคาหุ้นและค่าเงินบาทได้ก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่หอมหวานที่สุด เมื่อมีสัญญาณการถอยทัพมาจากต่างแดน นักลงทุนต่างประเทศจึงพร้อมใจกันเทขายหนักๆ เพราะมีกำไรทุกราคา

จากต้นปี พ.. 2552 ตอนที่เริ่มมีการทยอยทำ Dollar Carry Trade ค่าเงินบาทอยู่ที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์ พอถึงต้นเดือนกันยายน พ.. 2554 เงินบาทได้แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 30 บาทต่อดอลลาร์ แข็งขึ้นมาราว 15% ดัชนีหุ้นไทย ณ ต้นปี 2552 อยู่ที่ประมาณ 450 จุด เพิ่มมาเป็น 1,050 จุด ณ ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึง 130% ไม่ขายตอนนี้ ไม่รู้จะไปขายตอนไหน

โดย : บรรยง วิทยวีรศักดิ์

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

10 Things "Google" has found to be true

ตลาดหุ้นช่วงนี้เงียบๆครับ ข่าวดีกับข่าวร้ายก็สลับกันไป อเมริกาจะฟื้นก็ไม่ฟื้น ยุโรปจะแย่ก็แย่จริง (อ้าว) ผมเลยหาเรื่องอ่านหนังสืออย่างอื่นแทนครับ แล้วเผอิญไปเจอ บทความดีๆ ในหนังสือ Aday BULLETIN เล่มล่าสุดครับ ก็เลยขอเอามาแบ่งปันกับเพื่อนๆ ซะหน่อย ^ ^




ชื่อบทความ 10 Things "Google" has found to be true ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริหารของ Google เขียนไว้เมื่อ เกือบ 10 ปีก่อน ครับผม :>

1. ยึดผู้ใช้เป็นหลักแล้วอย่างอื่นจะตามมาเอง

2. ทำอะไรอย่างเดียวให้ดีจริงๆ นั่นแหละดีที่สุด

3. เร็วดีกว่าช้า (อืมจริงแฮะ แต่ของบางอย่างก็ช้าดีกว่านะครับ เช่น จะรักใครสักคน นั่นนอกเรื่อง :P)

4. ประชาธิปไตยบทอินเตอร์เน็ตนั้นได้ผลดี (สงสัยผู้บริหารจะไม่ค่อยรู้จัก เว็บไซต์ของไทยอันโด่งดังเช่น pan... redsi.. manag...นะครับ อิอิ แซวการเมืองหน่อยละกันนะ)

5. ไม่จำเป็นว่าคุณต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะจึงจะต้องการคำตอบ (หลายคน search web โดยไม่รู้ตัว เชื่อมะ ผมบางทีก็เป็นหนึ่งในนั้นนะ สงสัยก็หาคำตอบซะ)

6. คุณสามารถหาเงินได้โดยไม่ต้องทำสิ่งไม่ดี (แปลกแต่จริงครับ ผมเห็นด้วย ไม่งั้น Google คงไม่รอด ยุค Dot com Bubble มาได้หรอกครับ)

7. ข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ

8. ผู้คนในทุกแห่งหนต้องการข้อมูลเหมือนกัน (เวลาลงทุน คุณต้องการข้อมูลเหมือนกัน แต่มากน้อยก็อีกเรื่องนะครับ)

9. เอาจริงเอาจังได้โดยไม่ต้องใส่สูท

10. ถึงจะดีมากก็ยังดีไม่พอ (มิน่า พี่แกอัพเดทบ่อย จิ๊งงงงงงงง)

จริงๆ ทุกข้อจะมีส่วนอธิบายนะครับ ^ ^ แต่ผมก็ไม่ไหวหรอกจะให้แกะมาทุกคำ ถ้าสนใจก็อ่านได้ใน Aday BULLETIN เล่มวันที่ 2 - 8 กันยายนครับ ส่วนตัวผมขอไปอ่านใน iPad ซะหน่อยฮะ เสียตังค์ถอยมา T T คุ้มค่า แต่หมดตัวเหมือนกัน แงๆ

ปล. จริงๆ มีโปรเจคจะเขียนถึงหุ้น Google มาซักพักแหละ แต่ข้อมูลไม่ครบเท่าไหร่ (ขี้เกียจแต่ไม่กล้าบอกตรงๆ :P ก็เลยขอติดเรื่องบริษัท GOOGLE ไว้ก่อนนะครับ ส่วนใครติดหุ้น ก็.... ตัวใครตัวมันฮะ ช่วงนี้ อิอิ)
ปลล. ลุ้นเด้งรีบาวนด์ได้ครับ อุ๊บส์!!