วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

รายละเอียดนโยบายพรรคเพื่อไทย

รายละเอียดนโยบายพรรคเพื่อไทย

แรงกระตุ้น
นโยบาย
รายละเอียด
ได้ประโยชน์
เสียประโยชน์
การ
บริโภค
แรงงาน
OTOP
- เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท/เดือน
- ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน

-  ICT
- Residential
- Media
- Insurance
- Banking
- Contractor
- IMM
- Electronics
- Transport
ation
- Health Care





ภาษี
ภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมเพื่อเป็นแรงจูงใจ (ปีแรกจาก
30% เหลือ 23% ปี 56 เหลือ 20%)

ค่าครองชีพ
กองทุนหมู่บ้าน 2 ล้านบาท
กองทุน S M L ; 3 – 4 – 5 ล้านบาท
- Automotive
- Commerce
- Residential
- Construction
Materials
- Banks

เกษตร
จำนำข้าวเปลือกเจ้า 15,000 บาทต่อตัน จำนำข้าวเปลือกหอมมะลิ 20,000 บาทต่อตัน
-  Commerce
- PATO TCCC

การศึกษา
โครงการ “ One tablet PC per Child ฟรีเพื่อการศึกษา”
กองทุนมหาวิทยาลัยเพื่อการตั้งตัว
- Commerce
- ICT (IT SIS SYNEX SVOA)







ที่มา: บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

Blogger พยายามจัด ตารางนานมากครับ สุดท้ายมันเหลื่อมๆ อยู่นิดหน่อย ต้องขออภัยในความไม่สะดวกครับ (สุดปัญญาจริงๆ T_T) 

กลยุทธ์การลงทุนวันที่ 5 ก.ค. 2554

Daily Views 


Strategy

ตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นมามากกว่าที่คาดเมื่อวานนี้ และดูเหมือนจะปรับเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องในระยะสั้น จากเก็งกำไรเรื่องนโยบายของรัฐบาลใหม่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นผลดีต่อหุ้นในกลุ่ม domestic play เป็นหลัก เช่น ยกเลิกกองทุนน้ำมัน ขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวัน เงินเดือนปริญญาตรี และข้าราชการ 15,000 บาทต่อเดือน ลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 23% มีผลม.. ปีหน้า รับจำนำข้าว 15000 บาท เติมเงินกองทุนหมู่บ้าน 1 ล้านบาท ฟื้นโครงการเอสเอ็มแอล บ้าน 0% 5 ปี รถคันแรกคืนภาษี เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ แก้ปัญหาหนี้รายละ 500,000 บาท บัตรเครดิตพลังงาน พัฒนา 25 ลุ่มน้ำ สร้างแอร์พอร์ตลิงค์ไปพัทยา รถไฟฟ้า 10 สายในกรุงเทพและปริมณฑล รถไฟความเร็วสูง หนองคายเชียงใหม่  30 บาทรักษาทุกโรค

ดังนั้นในระยะสั้นตลาดหุ้นอาจปรับเพิ่มขึ้นได้ถึง 1113 จุด หรือเป็นจุดสูงสุดเดิมที่ทำไว้ในปีนี้

อย่างไรก็ตาม เรายังไม่เปลี่ยนมุมมองต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น ว่าจะเป็นไปในลักษณะ sideway up มากกว่าที่จะขึ้นไปทันทีเนื่องจากตลาดหุ้นโลกยังมีความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อ และการชะลอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่การหมดลงของ QE2 จะจำกัดสภาพคล่องในตลาดโลก รวมถึงจำกัดการขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ขณะที่ตลาดหุ้นช่วงนี้หลังจากที่รับรู้ข่าวดีเรื่องการเมืองไปแล้ว ช่วงที่เหลือในไตรมาสที่ 3 ก็จะรอดูความชัดเจน และผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นจากนโยบายต่างๆ ดังนั้นเรายังมองว่าไตรมาสที่ 3 ตลาดหุ้นยังมีโอกาสปรับฐานลงได้อีกและต่ำกว่าระดับ 1000 จุด (downside risk อยู่ที่ 970 จุด) ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในเดือนส.
สำหรับไตรมาสที่ 4 ตลาดหุ้นยังมีโอกาสปรับขึ้นมาใหม่ เนื่องจากเราเชื่อว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นเหตุเพียงชั่วคราวเท่านั้น ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อในเอเชียจะลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง และต้นปีหน้าสำหรับของประเทศไทย ดังนั้นเรามองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมหุ้นในช่วงไตรมาสที่ 3  

โดยคงเป้าหมาย SET index ปีนี้ที่ 1250 จุด

กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น: หุ้นขึ้นแรงมากกว่าที่เราคาดไว้เมื่อวานนี้  โดยทะลุแนวต้าน 1082 ขึ้นมา ทำให้มีแนวโน้มว่าจะขึ้นไปได้ต่อทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ 1113 จุด  แต่เรายังคงแนะนำให้ทยอยขายทำกำไรเมื่อหุ้นปรับเพิ่มขึ้น ส่วนการเก็งกำไร แนะนำหุ้นใน SET50 ที่นักลงทุนต่างประเทศยังซื้อคืนไม่มาก และยัง underperform SET เช่น TISCO KTB BBL PS LH HMPRO MINT BANPU และ SCC รวมถึงเก็งกำไรหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายของพรรคเพื่อไทย เช่น KTB BBL TISCO CPALL HMPRO SPALI PS LOXLEY RS MAJOR BGH MINT
หุ้นแนะนำวันนี้:  SPALI BBL MINT

กลยุทธ์การลงทุนระยะกลาง (3-6 เดือน): แม้ว่าเราจะมองตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงในช่วงไตรมาสที่ 3/54  แต่เรายังคงมีมุมมองเหมือนเดิมว่าเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมหุ้น โดยเราเชื่อว่า stagflation หรือ Double dip ที่กังวลกันยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย โดยเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลงช่วงนี้ เป็นผลเพียงแค่ระยะสั้น จากเหตุแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น

ที่มา: บล. กสิกรไทย จำกัด(มหาชน)

การรวบรวมของ Money Channel บริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ ให้กรอบการลงทุนทางด้านเทคนิคและหุ้นแนะนำในวันนี้ ดังนี้

บล. ซีไอเอ็มบี ไทย ให้กรอบแนวต้านไว้ที่ 1,100 จุด แนะให้นักลงทุนทยอยขาย

บล.คันทรี่กรุ๊ป ให้กรอบเคลื่อนไหวดัชนีไว้ที่ 1,080 – 1,115 จุด แนะลงทุนหุ้น บมจ. ล็อกซเล่ย์ (LOXLEY) และบมจ. สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART)

บล. บีฟิท ให้แนวรับที่ 1,072 จุด และแนวต้านที่ 1,102 – 1,113 จุด แนะลงทุนบมจ. ล็อกซเล่ย์ (LOXLEY) และบมจ. จัสมินอินเตอร์เนชั่นแนล (JAS)

บล. ไอร่า ให้กรอบเคลื่อนไหวดัชนีไว้ที่ 1,080 – 1,120 จุด แนะลงทุนหุ้น บมจ. ปตท. เคมิคอล (PTTCH)

ที่มา: www.stock2morrow.com

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คุณคิดเหมือนผม... หรือไม่ ???

คุณคิดเหมือนผมมั้ยครับ ?????

คุณคิดว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสามารถขึ้นถึง 50 จุดในวันเดียวได้หรือไม่ ครับ

คุณคิดว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะปรับตัวขึ้นถึง 5 % ในวันเดียวได้หรือไม่ ครับ

คุณคิดว่าใน 1 วัน จะมีการซื้อขายตอนเช้า 30,000 ล้านและทั้งวัน กว่า 60,000 ล้าน ได้หรือไม่ ครับ

คุณคิดว่าต่างชาติ หมายถึงคนในทวีปยุโรปและอเมริกาเท่านั้น หรือไม่ ครับ

คุณคิดว่าตลาดต่างประเทศ (เช่น HSKI และ NIX) บวกเกือบ 2 % ได้หรือไม่ ครับ

คุณคิดว่า เกือบ 3% ที่เหลือ มาจากเหตุผลเรื่องการเลือกตั้ง ใช่ หรือไม่ ครับ

คุณคิดว่าเพราะการเมืองไทยเริ่มมีเสถียรภาพทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจในการลงทุนในอนาคตมากขนาดนั้น หรือไม่ ครับ

คุณคิดว่า "เพื่อไทย Effect" = "July Effect + Monday Effect" หรือไม่ ครับ

สิ่งที่ Blogger เขียนขึ้นมา ไม่ใช่ว่า Blogger ไม่ชอบพรรคใด พรรคหนึ่งนะครับ Blogger ก็ยังเคารพการตัดสินใจของส่วนรวมครับ และหวังว่าพวกเขาจะช่วยกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยได้สำเร็จครับ

แต่อยากให้เข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นนั้น เพราะตลาดหุ้นเป็นแหล่งที่รวมทุกๆ อารมย์ "สุข เศร้า สมหวัง เฮฮา โลภ กลัว หดหู๋ สิ้นหวัง" ทุกอย่างจริงๆ ฉะนั้น เราต้องเข้าใจนะครับว่า สิ่งใดที่มีขึ้น ย่อมมีลงครับ ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ทุกคนประมาท และคาดหวังว่าจะทุกอย่างจะสวยงาม (ทุกอย่างนะครับ) เมื่อนั้นแหละครับ ความโลภจะเข้าครอบงำคุณ
"ระลึกไว้นะครับ ลงทุนในหุ้น ไม่ใช่เล่นพนันในหุ้นครับ"

ขอให้ทุกคนโชคดีในตลาดหลักทรัพย์แห่งนี้ครับ โอกาสจะมีให้กับคนที่พร้อมเสมอครับ :)

กลยุทธ์การลงทุนวันที่ 4 ก.ค. 2554

Daily Views
การเมืองเป็นเพียงปัจจัยบวกระยะสั้น

    สัปดาห์นี้คาดว่าตลาดจะได้รับปัจจัยบวกจากการจัดตั้งรัฐบาลของพรคเพื่อไทยที่ชนะการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาดเหนือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเราเชื่อว่าตลาดจะรับรู้ผลดังกล่าวในเชิงบวกจากความชัดเจนที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีต่อเนื่องในช่วงนี้ และการแก้ปัญหาหนี้ในประเทศกรีซที่มีความคืบหน้า จะเป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุน

     อย่างไรก็ตามเรายังมองว่าช่วงต้นไตรมาสที่ 3 ตลาดหุ้นมีโอกาสปรับฐานลงได้อีกและต่ำกว่าระดับ 1000 จุด (downside risk อยู่ที่ 970 จุด) จากการหมดลงของ QE2 และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัจจัยเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อในประเทศ ขณะที่ปัจจัยการเมืองเป็นเพียงปัจจัยบวกระยะสั้นเท่านั้น เนื้องจากสุดท้ายพรรคเพื่อไทยจะนำเรื่องการนิรโทษกรรมมาพูดอีกครั้งหนึ่ง และจะสร้างกระแสต่อต้านจากคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย ดังนั้นในช่วงนี้ทำได้เพียงการเก็งกำไรเท่านั้น
สำหรับไตรมาสที่ 4 ตลาดหุ้นยังมีโอกาสปรับขึ้นมาใหม่ เนื่องจากเราเชื่อว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นเหตุเพียงชั่วคราวเท่านั้น ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อในเอเชียจะลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง และต้นปีหน้าสำหรับของประเทศไทย ดังนั้นเรามองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมหุ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 โดยคงเป้าหมาย SET index ปีนี้ที่ 1250 จุด

กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น: จากคำแนะนำที่ให้ซื้อหุ้นหรือ Long Future ก่อนการเลือกตั้ง เรามองว่าหุ้นปรับขึ้นรอบนี้เป็นโอกาสในการขายทำกำไรในระยะสั้น  เนื่องจากเรามองว่าการเก็งกำไรระยะสั้นจากปัจจัยการเมือง ยังคงเป็นการเก็งกำไรในตลาดขาลงระยะกลาง โดย SET index มีโอกาสขึ้นไปถึง 1070 แนะนำเก็งกำไรหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายของพรรคเพื่อไทย เช่น KTB BBL TISCO CPALL HMPRO CPF SPALI PS LOXLEY RS MAJOR BGH MINT

หุ้นแนะนำวันนี้:  ADVANC LOXLEY TISCO (กลุ่มสื่อสารและ กลุ่มธนาคารมีความน่าสนใจ)

กลยุทธ์การลงทุนระยะกลาง (3-6 เดือน): แม้ว่าเราจะมองตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงในช่วงไตรมาสที่ 3/54  แต่เรายังคงมีมุมมองเหมือนเดิมว่าเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมหุ้น โดยเราเชื่อว่า stagflation หรือ Double dip ที่กังวลกันยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย โดยเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลงช่วงนี้ เป็นผลเพียงแค่ระยะสั้น จากเหตุแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น

สรุปผลกระทบการเมือง

เป็นที่แน่ชัดว่าพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หลังจากได้เสียงส.ส. เกินกว่ากึ่งหนึ่ง และได้รับการตอบรับจากพรรคชาติไทยพัฒนา รวมถึงได้มีการทาบทามพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน  และพลังชล ซึ่งจะทำให้มีเสียงส.ส. ของผั่งรัฐบาลมีทั้งสิ้นประมาณ 297 เสียง จากทั้งหมด 500 เสียง ซึ่งแน่นอนจะทำให้ตลาดหุ้นตอบสนองในเชิงบวกระยะสั้นและ SET index อาจปรับเพิ่มขึ้นไปที่ 1070 จุด โดยเฉพาะหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลใหม่ เนื่องจากนักลงทุนที่ขายไปก่อนหน้านี้ กังวลว่าสถานการณ์ทางการเมืองหลังเลือกตั้งจะไม่แน่นอน

 อย่างไรก็ตามเรามองว่าปัจจัยการเมืองเป็นเพียงปัจจัยบวกระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากเราเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยคงหยิบยกเรื่องการนิรโทษและการนำเอาอดีตนายกฯ ทักษิณ กลับไทย ซึ่งแน่นอนคงมีแรงต่อต้านจากประชาชนกลุ่มหนึ่ง นอกจากนั้นในแง่เศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยจะต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้ต่อจนถึงสิ้นปีนี้ และอาจขึ้นไปแตะถึง 5% นี้ยังไม่นับรวมนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่จะปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นไปที่ 300 บาทต่อวันทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบในชิงลบต่อกลุ่ม กลุ่มผู้รับเหมา กลุ่มIMM กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มยานยนต์ กลุ่มเกษตร กลุ่มนิคมฯ และกลุ่มขนส่ง เป็นต้น
เราจึงมองประเด็นบวกเรื่องการเมืองเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้นเท่านั้น สุดท้ายตลาดหุ้นจะยังคงต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจโลก

สรุปนโยบายของพรรคเพื่อไทย

นโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย ยังคงมุ่งเน้นไปที่ฐานเสียงระดับ “รากหญ้า” เป็นหลัก อาทิ กองทุนหมู่บ้าน กองทุน S-M-L การพักชำระหนี้ครัวเรือน นโยบายประกันราคาข้าว บัตรเครดิตเกษตรกร เป็นต้น โดยเราคาดว่านโยบายเหล่านี้อาจช่วยกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศให้กลับมาเติบโตเหมือนยุคพรรคไทยรักไทย โดยจะส่งผลดีต่อหุ้น domestic play เช่นหุ้นในกลุ่มพาณิชย์ (CPALL HMPRO MAKRO BIGC ROBINS) ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด ตลอดจนหุ้นในกลุ่มยานยนต์ (SAT, STANLY) และกลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย ที่คาดว่าน่าจะได้รับอานิสง ค์จากกำลังซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รวมถึงบ้านและคอนโดมิเนียมที่เพิ่มขึ้นของประชาชนจากนโยบายคืนภาษีบ้านหลังแรกและรถคันแรกอีกด้วย นอกจากนี้หุ้นที่ปล่อยสินเชื่อรายย่อยก็น่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าวด้วยเช่นกัน (TISCO TCAP KK AEONTS THANI)
และนโยบายเขื่อนป้องกันน้ำท่วมและเมืองหลังเขื่อน ตลอดจน สะพานเศรษฐกิจ (Land Bridge) ภาคใต้ การขยายแอร์พอร์ตลิงค์ไปภาคตะวันออก โครงการรถไฟรางคู่จากเหนือจรดใต้ โครงการรถไฟฟ้าทั่วกรุงเทพและปริมณฑล 10 สาย ของพรรคเพื่อไทย เราคาดว่าจะเป็นแรงหนุนที่ดีสำหรับกลุ่มผู้รับเหมาและกลุ่มวัสดุก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มธนาคารที่จะได้ประโยชน์จากการขอสินเชื่อเพื่อลงทุนโครงการขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตามนโยบายการขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวันของพรรคเพื่อไทย จะส่งผลลบต่อหลายอุตสาหกรรมเช่น กลุ่มผู้รับเหมา กลุ่มIMM กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มยานยนต์ กลุ่มเกษตร กลุ่มนิคมฯ และกลุ่มขนส่ง อย่างไรก็ตามเราคาดว่ารัฐบาลคงลดภาษีนิติบุคคลเพื่อลดผลกระทบจากการขึ้นค่าแรง ดังนั้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มที่ค่าจ้างแรงงานมิได้อิงกับค่าแรงขั้นต่ำเป็นหลัก เช่นกลุ่มผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัย กลุ่มพาณิชย์ กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มสื่อ กลุ่มประกันและกลุ่มธนาคาร
นโยบายด้านการสื่อสารก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ พรรคเพื่อไทยมีโครงการ Free WiFi เพื่อประชาชน ซึ่งเป็นผลลบต่อผู้ประกอบการหลัก แต่เป็นผลดีต่อกลุ่มผู้รับเหมาวางระบบเช่น LOXLEY SAMART SAMTEL และ AIT

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประเทศไทย ข้อมูล และตัวเลข (Thailand Facts & Figures)

ข้อมูลในบทความนี้ แปลเป็นภาษาไทยจาก Mid-Year 2011 ECONOMICReviews ของ Bangkok Post นะครับ จริงๆแล้ว ในเล่มพิเศษนี้ เนื้อหาละเอียดมากครับ ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ นโยบายการเงิน การลงทุน ตลาดทุน ประกันภัย เกษตรกรรม การค้าขายและส่งออก โลจิสติกส์และการขนส่ง รวมไปถึง กลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ (คือเล่มเดียวคุ้มอ่ะครับ พอดีไปตบจากที่บริษัทมาครับ แหล่งข้อมูลชั้นดี มีมาตรฐานเลยครับ อิอิ)


ส่วนนี้เลยขอเอา ข้อมูลเชิงปริมาณ (ตัวเลข นั้นแหละ มาลงเป็น 1 บทความครับ)

ประเทศไทยของเรา (สถิติข้อมูล ณ เดือน ธันวาคม)

1. มีพื้นที่ทั้งหมด: 513,120 ตารางกิโลเมตร เป็นผืนดิน 510,890 ตารางกิโลเมตร
2. ประชากร: 67,764,033 คน คิดเป็นอันดับที่ 20 ของโลก
3. โครงสร้างอายุ
      3.1  อายุ 0 - 14 ปี = 19.9%
      3.2  อายุ 15 - 64 ปี = 70.9%
      3.3  อายุ 64 ปีขึ้นไป = 9.2%

4. อายุโดยเฉลี่ย (Median age) หมายถึงจากประชากรทั้งประเทศมาหาค่ากลางนะครับ
      4.1 ทั้งหมด: 34.2 ปี
      4.2 เพศชาย:  33.3 ปี
      4.3 เพศหญิง:  35.2 ปี  (อิอิ ผู้ชายชอบผู้หญิงแก่กว่าถือว่าไม่ผิดนะครับ ดูจากอายุประชากรซิ)

5. อัตราการเติบโตของประชากร: 0.566% คิดเป็นอันดับที่ 147 ของโลก
6. อัตราการเกิด: ในประชากร 1,000 คนจะมีสมาชิกแรกเกิด 12.95 คน คิดเป็นอันดับที่ 153 ของโลก

7. อัตราการเสียชีวิต: ในประชากร 1,000 คนจะมีสมาชิกที่เสียชีวิต 7.29 คน คิดเป็นอันดับที่ 123 ของโลก
8. อัตราเจริญพันธุ์: เด็กแรกเกิด 1.66 คนต่อผู้หญิง 1 คน อันดับที่ 172 ของโลก
9. อัตราการแท้ง: 16.39 คนต่อเด็กแรกเกิด 1,000 คน อันดับที่ 108 ของโลก

10. อายุคาดโดยเฉลี่ยเมื่อแรกเกิด (พยายามแปลแล้วครับ - -" จากคำว่า Life expectancy at birth)
     10.1 โดยรวม: 73.6 ปี
     10.2 เพศชาย: 71.24 ปี   10.3 เพศหญิง: 76.08 ปี
คิดเป็นอันดับที่ 113 ของโลก (โดยส่วนตัวคิดว่า ในข้อนี้ อันดับยิ่งเยอะๆ ยิ่งดีครับ แสดงให้เห็นถึงอายุที่ยืนนานของประชากรในประเทศนั้น และมันก็จะต้องสะท้อนมายังเรื่องการใช้ชีวิต การบริโภค วิวัฒนาการด้านสาธารณสุขและการแพทย์ เป็นต้นครับ)
11. ค่าใช้จ่ายใจการศึกษา: 4.1% ของ GDP(อันนี้เป็นผลสำรวจในปี 2009) เป็นอันดับที่ 103 ของโลก

การสื่อสารและโทรคมนาคมของประชากร

1. สนามบิน: 105 แห่ง    2. ทางรถไฟ: 4,071 กิโลเมตร
3. โทรศัพท์
3.1 โทรศัพท์พื้นฐาน (โทรศัพท์บ้าน: 7.024 ล้านเครื่อง คิดเป็นอันดับที่ 27 ของโลก)

3.2 โทรศัพท์เคลื่อนที่ 83.057 ล้านเครื่อง คิดเป็นอันดับที่ 14 ของโลก)
เน้นข้อนี้มากเลยครับ มือถือบ้านเรา 83 ล้านเครื่องครับ (อันดับ 14 ของโลก) แต่ประชากรบ้านเรา 67 ล้านคน (อันดับ 20 ของโลก) หมายความว่าประชากร 1 คนมีมือถือมากกว่า 1 เครื่อง (ขอโทษครับอันนี้คิดในกรณีเด็กแรกเกิดมีโทรศัพท์ด้วยนะครับ) มิน่า "บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3 เจ้าใหญ่ของประเทศไทย ถึงได้รวยเอาๆ" (จริงๆ ไม่ต้องนับบริษัทอันดับ 3 ก็ได้ครับ D/E Ratio สูงเหลือเกิน)

3.3 ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ต 17.48 ล้านคน อันดับที่ 23 ของโลก

ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารโลก และ CIA World Factbook ครับ

ถ้าใครอ่านมาจนจบแล้วอาจจะสงสัยว่า Blogger จะโพสทำไม?
ขอบอกว่า Broker ที่เก่งๆ ไม่ใช่เก่ง Finance อย่างเดียวครับแต่คุณต้องอ่านเกม Marketing ให้เป็นด้วย จำตัวเลขต่างๆให้ดีครับ ขอบางอย่างอาจดูไม่น่าสนใจ แต่มันคือข้อมูลจริงๆ และเราใช้ข้อมูลจริงๆเหล่านี้ไปประยุกต์ให้ลูกค้า ถึงจะแนะนำหุ้นให้ลูกค้าได้ดีครับ (ปัจจัยพื้นฐานจริงๆ อันนี้)

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ได้เวลาจ้องมองผลประกอบการของบริษัท อีกครั้ง ตอนที่ 2 ตลาดหุ้นไทย

ขออภัยที่มาเขียนอัพบล็อกช้าเหลือเกิน วันนี้ติดธุระเยอะมากเลยครับ เฮ้ออออ เหนื่อย (บ่นๆ)

ก็ขอต่อกันที่เรื่องของผลประกอบการนะครับ เรามองไปที่สหรัฐ ณ วันที่เขียนอยู่นี้ ถามว่าดัชนีหลักทรัพย์ขึ้นมาหลายวันเพราะเรื่องมาตรการรัดเข็มขัดของกรีซ ใช่หรือไม่ ในมุมมองของ Blogger คงต้องบอกว่ามันก็เกี่ยวข้องครับ แต่น้อยเหลือเกิน ตอนนี้เขากำลังมุ่งมาที่ ผลประกอบการกันทั้งนั้นแล้วแหละ (CNBC ช่วยให้เราติดตามสถานการณ์ได้ดีจริงๆ แต่อย่าถามนะครับว่าเขาพูดอะไร? ผมแปลไม่ออกหรอก อิอิ)

ตลาดหุ้นของเมืองไทย ในรอบไตรมาส 2 เจออะไรมาบ้าง???

1. ราคาดัชนีหุ้นที่ขึ้นและลงกันรุนแรงเหลือเกิน เสียดายที่เมืองไทยเราไม่มี Volatility Index วัดออกมา เพื่อดูว่าแกว่งขนาดไหนกันเชียว แต่ถ้าใครเป็นนักลงทุนเล่นรอบผมว่า ถ้าคุณคาดการณ์จังหวะของตลาดดีๆ คุณก็ทำกำไรได้หลายรอบเลยครับ

    ดัชนี SET Index เมื่อวันแรกของไตรมาส 2 คือ 1 เมษายน ดัชนีปิดที่ 1064.35 จุด และเคยทำ High สูงสุดของไตรมาสในวันที่ 21/4 ที่ 1113.63 จุดและปิดที่ 1109.92 จุด ซึ่งเป็นการทำ High สูงสุดของ SET Index ในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว  แต่หลังจากที่ขึ้นไปทดสอบที่ ระดับ 1100 จุดได้ไม่นาน ตลาดหุ้นไทยก็ค่อยๆ ปรับตัวลดลงและถ้าดูในกรา รายวัน ในรอบ 6 เดือนก็จะพบว่า Trend ของ SET อยู่ในระยะ Downtrend ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า ผลกระทบจากสึนามิของญี่ปุ่น มีผลเป็นอย่างมากกับตลาดหลักทรัพย์ของเรา เพราะทำให้บริษัทที่ต้องนำเข้าชิ้นส่วนจากญี่ปุ่น เช่น ธุรกิจยานยนต์ มีปัญหาในการผลิต แต่ในด้านแย่ก็ย่อมมีด้านดีนั่นคือ ธุรกิจพัฒนาที่ดินเช่น HEMRAJ, AMATA ได้รับประโยชน์เพราะนักลงทุนชาวญี่ปุ่นก็จะสามารถตัดสินใจลงทุนนอกประเทศ (FDI) ได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง

    นอกจากนี้ยังรวมถึงปัญหาเรื่องการยุบสภาของ รัฐบาล ซึ่งหลายฝ่ายก็ออกมากังวลว่าจะทำให้เสถียรภาพทางการเมือง และความมั่นคงของประเทศเราแย่ลงหรือไม่ (จริงๆ ปัญหานี้ในมุมมองของ Blogger ก็ขอบอกตรงๆ เลยว่า ต่างชาติชินแล้วครับ จะมีหรือไม่มี ก็ไม่ค่อยเกี่ยวข้องเท่าไรนักหรอก อาจจะเป็นเหตุผลในระยะสั้น หรือเป็นการหาเรื่องขายหลักทรัพย์ออกมารับรู้กำไร นั่นเอง)

2. Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติ ขออนุญาตนำรูปจากเว็บไซต์ www.Stock2Morrow.com มาเป็นตัวช่วยอธิบายครับ จริงๆแล้ว จุดที่น่าสังเกตคือ ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา FundFlow ของต่างชาติ ได้ทำการขายสุทธิเป็นจำนวนเงินถึง 40,000 กว่าล้านบาท






























ที่มา: http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=22159

แต่ จุดที่น่าสังเกตคือ Blogger ได้ทำการเก็บสถิติการซื้อขายพันธบัตรของ ชาวต่างชาติ จะพบว่าเงินที่ออกจากตลาดทุนนั้น เงินส่วนหนึ่ง(ซึ่งเป็นส่วนใหญ่เลย) จะเข้ามาพักอยู่ในตลาดตราสารหนี้ครับ โดยเฉพาะในรอบอาทิตย์ที่ผ่านมา ต่างชาติซื้อตราสารหนี้สุทธิแล้ว เฉียดๆ 15,000 ล้านบาท ในเดือนมิถุนายน (Blogger จะนำเสนอรูปให้เห็นในโอกาสต่อไปครับ)

นักอ่านบางท่านอาจสงสัยว่า แล้วทำไมค่าเงินบาทของเราถึงอ่อนค่าลง? ก็ต้องแจ้งว่า เพราะปัญหาเรื่องในยุโรปเป็นส่วนใหญ่ อาจจะมีเงินทุนบางส่วนครับที่หมุนเวียนจากประเทศไทย ไปเข้าในกลุ่ม TIP (Thailand, Indonesia, Philipines) และ จาก Taiwan, SouthKorea ไหลกลับประเทศแม่ซึ่งเป็นของเจ้าของกลุ่มนักลงทุน  ทำให้ Supply ในเงินของ กลุ่มประเทศ ASIA ลดลง และค่าเงิน EURO ก็อ่อนค่าลงเช่นกัน (แหม ปัญหาเรื่องกรีซ ทำวุ่นวายทั้งโลกจริงๆ เลยนะ) รวมถึงเรื่องการปรับลด Credit ของธนาคารในยุโรป 

ขอบอกเลยครับว่า จากที่ผมสังเกตแล้ว นักลงทุนต่างชาติ เหมือนกำลังรอเวลาครับ ที่จะเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นบ้านเราอีกรอบ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ก็ได้รับการคลี่คลายไปพอสมควรแล้ว ที่จะเหลือระเบิดเวลาให้ดูอีกนิด ก็คือ ปัญหาเรื่อง Stress Test ของธนาคารพาณิชยในยุโรปและ ปัญหา Default Debt ของประเทศสหรัฐอเมริกาครับ

3. ผลประกอบการของบริษัท

ในไตรมาส 2 บางกลุ่มอุตสาหกรรมก็ได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ เลยครับ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กำไรรายไตรมาสน่าจะได้รับประโยชน์จาก สึนามิของญี่ปุ่น เพราะนักลงทุน (จริงๆ นักวิเคราะห์จะเลี่ยงใช้คำนี้ครับ พวกเขาจะใช้คำว่า ได้รับผลกระทบน้อยมากแทน เพื่อไม่ให้ฟังดูแย่ แต่ Blogger เป็น Broker บ้านนอกพูดคำตรงๆ ก็ขอใช้คำนี้แหละครับ)
ถามว่าเราได้ประโยชน์เต็มๆ เพราะอะไร ทำไม ประเทศฟิลิปปินส์ อินโดฯ ไม่ได้บ้างล่ะ ก็ต้องบอกว่าเพราะประเทศเรา ที่ดินยังมีอีกเพียบครับ (เออ น่าแปลกใจนะ แล้วทำไมในตัวเมืองมันก็หนาแน่นจัง) เช่น นิคมอุตสาหกรรม อมตะ ที่ชลบุรี เป็นต้น ไตรมาสนี้เลยน่าจะได้รับผลงานที่สวยไปเลยครับ

ขออนุญาตทิ้ง Keyword ไว้หน่อยนะครับ สำหรับใครที่จะเอาบทความในบล็อกผมไปนึกต่อ
Flow ของต่างชาติ (Bond, Equity, Currency), ปัญหากรีซ, การเลือกตั้ง, กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่น :)